Association of Communication Companies Belgium: Sell the Jobless

sell the jobless

ลองจินตนาการดูนะครับ สมมติว่าวันนี้คุณเป็นคนที่ตกงานมา 5 ปีแล้ว ไปสมัครงานที่ไหนเค้าก็ไม่รับ เงินเก็บที่มีอยู่ก็ใกล้จะหมดแล้ว แล้วจู่ๆวันนึงก็มีคนยื่นมือแล้วบอกว่าจะช่วยให้คุณหางานทำ คุณจะรู้สึกยังไง?

แคมเปญนี้เกิดขึ้นที่ประเทศเบลเยี่ยมครับ มีสมาคมหนึ่งที่ชื่อว่า Association of Communication Companies (ACC) เค้าอยากจะทำแคมเปญ “Sell the jobless” (“ขาย” คนตกงาน) ด้วยการเฟ้นหานักโฆษณามือฉมัง โดยเริ่มต้นจากการเฟ้นหา Copy writer ซึ่งโดยปกติแล้ว งานโฆษณาที่วไปก็มักมักจะแต่ขายมือถือ รถยนต์รุ่นใหม่ หรือสเปรย์ฉีดเต่า แต่ในแคมเปญนี้เค้าจะได้ “ขาย” สิ่งที่มีความหมายมากกว่า นั่นก็คือ “คนตกงาน” ครับ จะทำยังไงคนตกงานให้เค้าได้งาน ด้วยทักษะที่ Copy writer ถนัดที่สุด “การใช้คำ”

(ลองนึกถึงว่าเวลาจะทำโปสเตอร์หนึ่งชิ้น ในวงการโฆษณาจะมีคนที่ทำชิ้นงานอยู่ 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 1. Art Director คนที่ทำหน้าที่คิด”ภาพ” และ 2. Copy writer คนที่ทำหน้าที่คิด”คำ” เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นต้องดูอันนี้ครับ http://www.multiple-owners.com/design-2/graph-design/copywriter-vs-art-director/)

แคมเปญนี้ริเริ่มกันคนตกงาน 14 คน โดยที่มี Copy writer เขียนจดหมายขายคนตกงานมากถึง 594 ฉบับ คนตกงานคนไหนที่ถูกบริษัทเรียกสัมภาษณ์ Copy writer คนที่เขียนจดหมายแนะนำให้ก็จะได้รับการจ้างงานจากสมาคมเช่นกัน

นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่เราได้เห็นการจับคู่ที่ดูเหมาะเจาะ คนตกงานก็จะได้งาน ส่วน Copy writer ก็จะได้งาน ส่วนสมาคมก็ได้นักโฆษณามือดี เรียกได้ว่าวิน-วิน วินแล้ววินอีก วินวินแบบแฮปปี้ไลฟ์กันเลยทีเดียว

sell the jobless2

sell the jobless3

Advertising Agency: Happiness Brussels, Belgium

Tagged , , , , , , , ,

Partnership For a Healthier America: Meet The Drink Up Fountain

Meet the Drink Up Fountain1

น่าเสียดายที่ก๊อกน้ำดื่มสาธารณะในต่างประเทศมีภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากบ้านเราอย่างสิ้นเชิง ไม่งั้นเราอาจจะได้เห็นแคมเปญสนุกๆแบบนี้

แคมเปญนี้เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาครับ องค์กรที่ชื่อว่า Partnership for a Healthier America ซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นเครือข่ายองค์กรที่สนับสนุนส่งเสริมสุขภาพ (น่าจะคล้ายๆ สสส. ในบ้านเรา) เค้าต้องการจะโปรโมทให้คนอเมริกัน “ดื่มน้ำ” ให้มากขึ้น (เข้าใจว่าน้ำจะช่วยปรับสมดุลในร่างกาย) เค้าก็เลยติดตั้งก๊อกน้ำในที่สาธารณะเพิ่มเติม ให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาหรือทำกิจกรรมอยู่มากดดื่มกันได้ฟรีๆ

แต่ครั้นจะทำแบบธรรมดาก็คงไม่มีใครสนใจ เค้าก็เลยจัดการยัดแผงวรจรควบคุมเสียงกับลำโพงเข้าไปไว้ในตู้ …… ใครก็ตามที่ได้มาดื่มน้ำที่ก๊อกน้ำนี้ จะได้ยินเสียงก๊อกน้ำคุยกับเรา!!

หลักการเค้าง่ายมากครับ เวลาที่คุณจะดื่มน้ำคุณจะต้องกดปุ่ม ซึ่งตัวปุ่มนั้นจะทำมาจากวัสดุนำไฟฟ้า เมื่อกดปุ่มน้ำก็จะพุ่งออกมา และเมื่อปากเราไปแตะน้ำปุ๊ป เสียงมันก็จะดังขึ้นมา เนื่องจากการครบวงจรของไฟฟ้าไปกระตุ้นให้ระบบเสียงมันทำงาน!! เพียงเท่านี้ก๊อกน้ำกากๆเพลนๆก็ดูน่าสนุกขึ้นมาทันตาเห็น น่าใช้มั้ยละครับ

ลองคิดเล่นๆว่าสมมติเราอยากให้คนไทยดื่มน้ำกันมากขึ้น เพราะเมืองไทยเมืองร้อน จะทำแคมเปญหน้าตาออกมาแบบไหนดีนะ?

Meet the Drink Up Fountain2 Meet the Drink Up Fountain3 Meet the Drink Up Fountain4

Advertising Agency: Y&R New York and VML New York

Tagged , , , , , ,

City of Cape Town: Help the homeless this winter

Help the homeless this winter1

สำหรับแคมเปญชิ้นนี้ จะบอกว่าเป็นแคมเปญก็คงไม่เชิงครับ เพราะเหมือนทำขึ้นเพื่อเป็นช่องทางการระดมเงินบริจาค โดยที่ไม่มีอีเวนท์เพื่อสร้างการตอบโต้ไปมาระหว่างคนกับคนซักเท่าไหร่ครับ แต่ผมเห็นว่าเป็นวิธีการที่น่าสนใจ เลยเอามาให้ดูกันครับ

งานชิ้นนี้เกิดขึ้นที่เมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ครับ ซึ่งถ้าพูดถึงเมืองนี้เมื่อไหร่ จะนึกถึง “คนไร้บ้าน” (มีอีกแคมเปญที่ชื่อว่า The street store ก็เกิดขึ้นที่เมืองนี้หลายครั้ง) ขอเกริ่นก่อนว่าเมืองเคปทาวนท์เป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะฉะนั้นจะได้เห็นคนรวยคนจนเดินปะปนกันไปหมด ซึ่งก็จะรวมถึงคนไร้บ้านด้วย……ผมกำลังพูดถึงคนไร้บ้านกว่า 7,000 คนที่กระจายตัวไปอยู่ตามมุมถนนครับ

ปัญหามันมีอยู่ว่า…………..เมื่อถึงหน้าหนาว เราทุกคนก็คงรู้ว่ามันหนาวขนาดไหน (ให้นึกถึงปีที่เมืองไทยมันหนาว แล้วจินตนาการตามนะครับ) ขนาดเราได้ใส่เสื้อผ้าหนาๆ นอนในบ้านสบายๆ เราก็ว่ายังหนาวเลย แต่ลองนึกถึงคนไร้บ้านดูสิครับว่าในแต่ละคืนแต่ละวันเค้าจะต้องเจอกับอากาศช่วงกลางคืนที่หนาวกว่าปกติ ไม่ว่าเสื้อจะหนาขนาดไหนก็เอาไม่อยู่ครับ

ถ้าคิดว่านี่โหดแล้วผมบอกได้เลยว่ายังครับ เพราะที่เมืองเคปทาวน์ ฝนแม่งเสือกตกช่วงหน้าหนาวอีก! พ่อคุณเอ้ย แค่หนาวธรรมดาก็จะตายอยู่แล้ว นี้แถมฝนมาด้วย ใครเจอแบบนี้เข้าไปก็คงสั่นเหมือนแผ่นดินไหวพร้อมกับอาฟเตอร์ช็อคแบบรัวๆ แค่คิดก็ขนลุกแล้วอะ

ทางทีมงานจึงได้รวมสรรพกำลังออกมาทำ “ข้อความโฆษณา” ที่คนทั่วไปจะเห็นได้เฉพาะตอนฝนตกเท่านั้น!! วิธีการเค้าง่ายมากครับ ด้วยการใช้สีสเปรย์กันน้ำบวกกับตัวสกรีนเทมเพลต แล้วเอาไปพ่นลงบนท้องถนนที่มีคนเดินผ่านเยอะๆ เมื่อฝนตก ข้อความนั้นก็จะแสดงขึ้นมาครับ “มาช่วยให้คนไร้บ้านออกจากถนนในช่วงหน้าหนาวนี้” พร้อมกับรูปเงาคนไร้บ้านและข้อความให้ส่ง SMS บริจาคเพื่อนำเงินไปสร้างที่พักให้กับคนไร้บ้านในเมืองเคปทาวน์

เอาจริงๆเลยนะครับ การใช้สีสเปรย์กันน้ำพ่นลงบนพื้นเพื่อส่งข้อความอะไรบางอย่าง เป็นวิธีที่หลายบริษัททั่วๆไปใช้สำหรับการขายของ และมีเคสให้ดูเยอะมาก ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย แต่สำหรับแคมเปญนี้ก็เพิ่งได้เห็นการนำคอนเซปต์แบบนี้มาใช้กับงานด้านสังคม ซึ่งถือเป็นแคมเปญแรกตั้งแต่ที่ทำบล็อกมา ซึ่งดูแล้วก็น่าสนใจดีครับ ทำออกมาได้ดูอบอุ่นและมีความหวัง ถือได้ว่าเป็นสีสันและความงดงามหนึ่งบนท้องถนนที่ทำให้เราได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิตก็ได้นะครับ 

Help the homeless this winter2 Help the homeless this winter3 Help the homeless this winter4 Help the homeless this winter5

Advertising Agency: King James Group, Cape Town, South Africa

Tagged , , , , , , , , ,

National Neurological Institute: Alzheimer’s News Editors

Alzheimer's News Editors1

ครั้งแรกที่ได้ดูแคมเปญนี้ บอกได้คำเดียวเลยว่า “อื้อหือ” เรียบง่ายแต่ล้ำลึกจริงๆ

แคมเปญนี้เกิดขึ้นที่ประเทศมาซิโดเนีย  แคมเปญนี้เริ่มต้นจากสถาบันประสาทแห่งชาติเค้าอยากจะให้ชาวมาซีโดเนียหันมาสนใจประเด็นเรื่องโรคอัลไซเมอร์กันมากขึ้น อยากให้มาตรวจกันกันตั้งแต่เนิ่นๆก่อนที่มันจะลุกลามไปมากกว่านี้ ก็อย่างที่รู้กันครับโรคนี้มันคือโรคความจำเสื่อม แต่จะขอเสริมอีกนิดนึงว่าคนที่เป็นโรคนี้จะจำเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องในอดีตนะพ่อคุณเอ้ย เล่าได้ลึกซะยิ่งกว่าเส้นใยทอละเอียดสิบแปดนาโนเมตร

วิธีคิดของแคมเปญนี้น่าสนใจมากครับ ทางทีมงานเค้าก็ได้เข้าไปหากลุ่มผู้ป่วยอัลไซเมอร์จริงๆ แล้วขอให้พวกเค้าเล่า “ข่าว” ที่พวกเค้าจำได้ล่าสุดให้ทีมงานฟัง ซึ่งข่าวที่กลุ่มผู้ป่วยเล่าให้ฟังนั้น ทีมงานก็จะไปค้นหาหนังสือพิมพ์เก่าที่มีข่าวเหล่านั้นอยู่ ตัด แล้วเอามาแปะ ทำเป็นหนังสือพิมพ์เล่มใหม่ จากนั้นทีมงานก็ได้ขอให้หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในประเทศทั้ง 3 เจ้า เอาหนังสือพิมพ์ฉบับอัลไซเมอร์มาลงไว้ในหน้าแรกในวันอัลไซเมอร์สากล

ลองคิดภาพดูเล่นๆนะครับว่าถ้าสมมติเอามาลงๆทยรัฐหรือเดลินิวส์ จะมีคนไทยเห็นข่าวนี้กี่คน แต่ยังครับ ยังไม่หมด ทางช่องทีวีเค้าก็เล่นด้วย ด้วยการเอาข่าวเก่ามากออกอากาศ อย่างเช่น ข่าวควีนไดอาน่า ข่าว 9/11 ข่าวยานอพอลโล 11 ลงจอดที่ดวงจันทร์ พร้อมกับตบท้ายว่า “ถ้าไม่อยากจำได้แค่เรื่องราวพวกนี้ มึงจงไปตรวจซะ”

ความเจ๋งของแคมเปญนี้น่าสนใจมากครับ เพราะเข้าถึงชาวมาซีโดเนียได้ถึง 68% และมีคนเข้ารับคำปรึกษาเรื่องโรคอัลไซเมอร์มากกว่าเดิมถึง 215% ไม่ใช่เล่นๆเลยนะตัวเธอว์

ก็กลับมาที่คอนเซปต์คลาสสิกสำหรับการทำแคมเปญครับ คือเรื่องของ “การส่งมอบประสบการณ์” แม้แคมเปญนี้จะไม่ได้เน้นสร้างแคมเปญให้ดูอีโม แต่ด้วยช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่มหาศาลที่มาพร้อมกับกิมมิคเจ๋งๆที่ทำให้ชาวมาซีโดเนียมีกระตุก จึงทำให้แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จได้อย่างไม่มีข้อกังขา เพราะอย่างนี้ นี่เองงงงงงง!

Alzheimer's News Editors2 Alzheimer's News Editors3

Alzheimer's News Editors4

Advertising Agency: Publicis, Skopje, Macedonia

Tagged , , , , , , , , ,

ปลูก “ไม้ประแดก” at Ma:D Social Entrepreneurs Hub

20140824_132014

สวัสดีครับทุกท่าน ผมไม่ทราบว่าทุกท่านเคยไปปลูกข้าวมั้ย ถ้ายังไม่เคย ผมจะชวนทุกคนมาปลูกข้าวกันครับ :) แต่เดี๋ยวก่อนครับ คุณไม่ต้องเตรียมแพ็คกระเป๋าไปไหนทั้งนั้น เพราะผมจะมาชวนคุณปลูกข้าวที่บ้านของคุณนั่นแหละ จะเป็นบ้านเดี่ยว หอพัก หรือคอนโดก็ปลูกได้หมดครับ

เมื่อวานนี้ผมได้ไปงานเวิร์คช็อป “ปลูก ไม้ประแดก” ซึ่งงานนี้ผู้จัดตั้งใจทำเป็นแคมเปญใหญ่เลยครับ เป็นงานที่มีแนวคิดว่า เราสามารถปลูกพืชประดับเพื่อตกแต่งบ้านก็ได้ แถมยัง “แดก” ได้ด้วยนะ! ใช่ครับ ไม้ประแดกที่ว่านี่ก็คือ “ข้าว” นี่แหละครับ

ลองนึกภาพดูสิครับว่าสิ่งที่พ่อแม่เราบอกกันนักหนาว่าให้กินข้าวให้หมดจาน หรือแม้แต่กระทั่งสิ่งผู้นำประเทศมักจะบอกกับเราอยู่เสมอว่าข้าวเป็นสมบัติของชาติ เป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยมาหลายร้อยปี แต่สุดท้ายคนเมืองธรรมดาอบ่างเราเห็นข้าวมันถูกแพ็คมาเป็น “ถุง” เรียบร้อยแล้ว คำถามของผมก็คือ เราจะเห็นคุณค่าของข้าวมากแค่ไหน เพียงแค่เราได้เห็นแค่ปลายทางของมัน?

20140824_134733

แคมเปญปลูกไม้ประแดกจึงคิดว่าอยากส่งมอบประสบการณ์ความเป็นชาวนาและศิลปินมาสู่คนเมือง คนที่กินข้าวทุกวันแต่กลับไม่รู้ที่มา ให้พวกเค้าได้สัมผัส ให้พวกเค้าได้รับรู้ถึงความยากลำบากของชาวนา โดยที่ไม่ต้องใช้พื้นที่มากมายเลย ขอเพียงแค่มุมหนึ่งในบ้านหรือที่ทำงานของคุณ แล้วลองดูซิว่าพื้นที่เพียงเล็กน้อย คุณจะสามารถรับผิดชอบมันได้มากแค่ไหน?

20140825_105422

แคมเปญนี้จะใช้ผลิตภัณฑ์มาเป็นตัวส่งมอบประสบการณ์ครับ ด้วยการจัดแพ็คเกจที่คุณสามารถนำไปปลูกที่บ้านได้เลย ซึ่งในหนึ่งชุดก็จะมีแผ่นพับบอกรายละเอียดและวิธีการปลูกของข้าวแต่ละสายพันธุ์ ปุ๋ยขี้ค้างคาว ไตรโคเดอมาแบบน้ำ (เชื้อราดีที่เอาไว้แช่เมล็ดข้าวเพื่อป้องกันเชื้อรา)ไตรโคเดอมาแบบผง (ผสมกับดินเพื่อป้องกันเชื้อราในดิน)ถ้วยกระดาษย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ (แหล่งอนุบาลพันธุ์ข้าว) ป้ายปัก (บอกชื่อพันธุ์และวันที่เริ่มปลูก) กระถางปลูกข้าว (สูงไม่น้อยกว่า 30 cm และไม่มีรูระบายน้ำ) และสุดท้ายพระเอกของเรา เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เราคัดมากับมือ (มีให้เลือก5 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวหอมปทุมเทพ ข้าวก่ำดอ ข้าวลืมผัว ข้าวปะกาอำปิล และข้าวหอมนิล) ซึ่งวันนี้ผมก็ได้เลือกข้าวหอมปทุมเทพมาครับ

20140824_132106

แคมเปญนี้เริ่มต้นจากการคัดสายพันธุ์ข้าวครับ ซึ่งพี่เค้าบอกว่านี่คือองค์ความรู้ชุดแรกที่เกษตรกรควรจะมี (เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้าเราจะต้องกินข้าวพันธุ์ไหน) ซึ่งก็มีหลักการอยู่ว่า จมูกข้าวต้องสมบูรณ์ ไม่มีไข่ปลาซิว และหัวกับท้ายเมล็ดจะต้องตรงเสมอกัน ซึ่งเหตุผลที่ต้องคัดพันธุ์ก่อนก็เพราะว่าเราจะเลือกอดัมกับอีฟของข้าวที่จะเอามาไว้ในบ้านเรา การเลือกพันธุ์ที่ดีก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตและการขยายพันธุ์มากขึ้น ขอบอกตรงๆเลยว่าแค่ขั้นตอนนี้ก็โคตรยากและใช้สมาธิมาก ใช้เวลากัน 2-3 ชั่วโมง (ในรายละเอียดมีอีกเยอะ ต้องลองเข้าเวิร์คช็อปดูครับ)

อีเวนท์ที่จัดขึ้นจบที่ขั้นตอนนี้ครับ ที่เหลือก็รอให้เหล่า “เกษตรกร” หน้าใหม่ขนชุดปลูกข้าวมินิกลับไปลองปลูกดูที่บ้าน ตั้งกลุ่มรายงานผล อีกสักอาทิตย์นึงคงได้เห็นความก้าวหน้าครับ :)

ก็อย่างที่เล่าไปตอนแรกครับ แคมเปญนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนเมืองได้สัมผัสประสบการณ์การเป็นชาวนาได้ถึงในบ้าน เพราะคนเมืองไม่ค่อยรู้ถึงแหล่งที่มาของข้าว แคมเปญนี้จึงเป็นช่องทาง “สื่อสารโดยตรง” ระหว่างผู้ปลูกกับผู้กิน ให้ผู้กินได้มองเห็นถึงคุณค่าและได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของ และอาจจะเป็นฐานนำไปสู่การสร้างระบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระบบการปลูกข้าวในเมืองซึ่งกันและกัน เป็นกระจกสะท้อนตัวเอง และสิ่งที่เหนือไปกว่านั้นคือเราทุกคนก็จะมีส่วนในการช่วยกันรักษาพันธุ์ข้าวดีๆที่ยังหลงเหลืออยู่ ก็อย่างที่รู้กันครับ นโยบายด้านข้าวในระดับชาติมักจะถูกผูกโยงกับเรื่องของตลาด ทำยังไงก็ได้ให้ขายได้เยอะๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ทิศทางของการผลิตข้าวก็จะถูกแปรเปลี่ยนจากคุณภาพไปสู่ปริมาณ ข้าวพันธุ์พื้นเมืองก็จะเริ่มหยุดพัฒนาสายพันธุ์และสูญหายไปในที่สุด

ประกอบกับคนรุ่นใหม่ยุคนี้แทบจะไม่มีใครสนใจไปทำงานภาคการเกษตร ในอนาคตก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าคนรุ่นใหม่อาจจะเผชิญกับวิกฤตทางด้านอาหารครั้งรุนแรงก็เป็นได้

เพราะฉะนั้น สิ่งที่แคมเปญนี้กำลังทำอยู่จึงไม่ใช่เพียงแค่ส่งมอบประสบการณ์ชิคๆคูลๆครับ แต่อาจจะไปไกลถึงการกำหนดอนาคตความมั่นคงทางอาหารของประเทศก็เป็นไปได้นะครับ นี่คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้วครับ

(ถ้าท่านไหนสนใจเข้าเวิร์คช็อป “ปลูกไม้ประแดก” ต้องอดใจรอสักนิดนะครับ ได้ข่าวแว่วๆมาว่าจะจัดกลางเดือนหน้าอีกรอบที่เอกมัย แล้วจะมาบอกข่าวอีกทีนะครับ)

Tagged , , , , , , , , , , ,

Beat Bowel Cancer Aotearoa: Bums Are Full Of Surprises

Bums Are Full Of Surprises1

มาอีกแล้วครับ สำหรับแคมเปญฮาๆ แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าพระเอกของแคมเปญนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาพหรือวิดีโอเครับ แต่มันอยู่ที่ “เสียง”ครับ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณไม่ดูวิดีโอแคมเปญนี้ คุณจะไม่เก็ท แล้วคุณจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องแน่นอนครับ

Beat Bowel Cancer Aotearoa องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับการสร้าง Awareness ให้ความรู้ ช่วยเหลือ และทำวิจัยเกี่ยวกับ “มะเร็งลำไส้” ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลก อยากจะทำสร้างแคมเปญที่ให้ผู้คนในนิวซีแลนด์หันมาสนใจปัญหามะเร็งลำไส้กันมากขึ้น เพราะจากสถิติพบว่าในจำนวนคนนิวซีแลนด์ประมาณ 4.5 ล้านคน ทุกๆ 1,000 คนจะตรวจพบคนที่เป็นมะเร็งลำไส้เฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 9.3 คน หรือพูดง่ายๆก็คือคนนิวซีแลนด์จะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้เกือบ 1% คิดแบบกลมๆก็หมายความว่าจะมีคนนิวซีแลนด์เป็นมะเร็งลำไส้ถึง 45,000 คน คร่าชีวิตชาวนิวซีแลนด์มากกว่ามะเร็งเต้านมรวมกับมะเร็งต่อมลูกหมากซะอีก (เริ่มเยอะแล้วใช่มั้ยครับ) เค้าก็เลยคิดว่าจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้คนเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้

ถ้าคุณได้ดูวิดีโอเปิดตัวแคมเปญนี้ คุณจะเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนกางขาอยู่บนรถบรรทุก 2 คัน นายคนนี้ชื่อว่า Jean-Claude Van Damme เป็นนักแสดงชื่อดังที่เก่งด้านหนังบู๊แอคชั่น ซึ่งเค้าถูกจ้างมาเล่นในแคมเปญ The Epic Split เพื่อโชว์แสนยานุภาพของรถบรรทุก Volvo ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน ว่ามันเสถียรขนาดกล้าให้นักแสดงคนนี้ขึ้นไปเล่นอะไรพิเรนทร์ๆแบบนี้ได้
แต่สุดท้ายแล้ว ก่อนที่จะแยกขา 180 องศา ก็มีเสียง “ปี๊ดดดดดดดดดด” ลากยาวออกมา……….. วอทเดอะ!!

Beat Bowel Cancer Aotearoa ได้สร้างเว็บไซท์หนึ่งขึ้นมา ซึ่งโดยหน้าที่หลักๆของมันแล้ว มันคือเว็บที่เอาไว้ตัดต่อ “เสียงตด” ไปใส่ไว้ในวิดีโออื่นๆ ที่ต้องเป็นเสียงตดก็เพราะว่า คนที่เป็นมะเร็งลำไส้จะมีอาการหนึ่งซึ่งผมว่าทุกคนก็น่าจะรู้ซึ่งก็คือ “ควบคุมประตูหลัง” ไม่ค่อยอยู่ ก็อาจจะมีเสียงลมเล็ดลอดออกมาบ้าง กล้อมแกล้มกับพอขมปากขมคอ

แล้วก็โดนกันหมดฮะ เริ่มตั้งแต่วิดีโอแมว การ์ตูน วิดีโอสอนออกกำลังกาย รวมไปถึงวิดีโอดังจากทั่วทั้งมุมโลก แล้วเสียงตดก็มีให้เลือกหลากหลายมาก เริ่มตั้งแต่เสียงตดมด เสียงปืนกล เสียงครกระเบิด ไปจนถึงเสียงเครื่องบินเทคออฟ จะทุ้มจะแหลมจะเบสหนักแค่ไหนก็แล้วแต่จังหวะความคิดสร้างสรรค์ของคุณเลย ซึ่งเมื่อตัดต่อเสร็จ คุณก็สามารถแชร์กับเพื่อนๆบนเฟซบุ๊คหรือแพลตฟอร์มอื่นๆได้

เมื่อเพื่อนของคุณคลิกเข้าไป มันก็จะไปโผล่หน้าวิดีโอที่คุณเพิ่งใส่เสียงตดลงไป แล้วก็จะมีออพชั่นว่าคุณอยากจะบริจาคเพื่อช่วยแก้ไขปัญหานี้หรือไม่ หรือจะเล่นเอาสนุกเฉยๆก็ไม่ว่ากันครับ ไปลองเล่นกันดูที่ http://www.beatbowelcancer.org.nz/bums-are-full-of-surprises/ ได้เลยนะ

พูดง่ายๆก็คือว่าแคมเปญนี้พยายามที่จะ “แย่งซีน” (Hijack) เหล่าคลิปดังๆทั้งหลาย เพื่อให้คนนิวซีแลนด์มาสนใจเรื่องมะเร็งลำไส้กันมากขึ้นครับ ก็นับได้ว่าเป็นการแย่งซีนที่สร้างสรรค์ และสร้างสีสันให้กับโลกใบนี้ โดยที่ไม่ต้องยัดเยียดความรู้ให้เมือยตุ้มกันเลยครับ

เมื่อตะกี้ผมก็ลองเล่นดู อาจจะทำออกมากากๆหน่อย แต่ก็สนุกดีครับ :D (http://www.beatbowelcancer.org.nz/fartbomb/video.php?id=540)

อ้อ! แล้วก็อย่าลืมนะครับ เล่นสนุกได้ แต่ขอให้อย่าลืมประเด็นที่เค้าอยากจะสื่อสารด้วยนะครับ อย่าเล่นจนเพลินเน้ออ

Bums Are Full Of Surprises2 Bums Are Full Of Surprises3

Advertising Agency: Whybin\TBWA, Auckland, New Zealand

Tagged , , , , , , , , , ,

Colombian Ministry of Defense: Creativity vs. Terrorism

You are my son

ทุกครั้งที่ได้ดูแคมเปญที่ทำเกี่ยวกับด้านการเมือง การเจรจา และความมั่นคง มักทำให้ผมตื่นเต้น และเมื่อใดก็ตามที่หน่วยงานรัฐบาลจับมือกับเอเจนซี่ เรามักจะได้เห็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจแทบทุกครั้ง

สำหรับแคมเปญนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศโคลอมเบีย ซึ่งที่นี่ทางรัฐบาลโคลอมเบียมีปัญหาทางด้านการเมือง ต้องสู้รบปรบมือกับกลุ่มกบฎติดอาวุธที่ชื่อว่า FARC มาตั้งแต่ปี 1964 (http://www.globalsecurity.org/military/world/para/farc.htm) กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้นับว่าเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลโคลอมเบีย เพราะมักจะเกี่ยวพันกับการลักพาตัวผู้นำทางการเมืองเพื่อเรียกค่าไถ่ การทำเหมืองแบบผิดกฎหมาย และที่สำคัญที่สุดคือเป็นแหล่งผลิตและกระจายยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็ว่าได้

ถ้าถามว่ากลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ใหญ่มากแค่ไหน อ้างอิงจากคำพูดของประธานาธิบดีโคลอมเบีย  Juan Manuel Santos เค้าบอกว่ากลุ่มนี้มีคนมากถึง 26,000 คน โดยที่มีไม่น้อยเลยที่ถูกบังคับให้เข้าร่วมกับ FARC ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก (ถ้าไม่เข้าก็ถูกยิง)

แคมเปญนี้จึงอาศัยจังหวะเทศกาล Christmas มาเป็นตัวเชื่อมต่อให้ไอเดียมีความอ่อนไหวทางอารมณ์มากยิ่งขึ้น ลองนึกภาพดูก็ได้ครับ เทศกาลนี้ก็ควรจะเป็นภาพที่ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา กินข้าวสังสรรค์กันอย่างมีความสุข แต่ด้วยโชคชะตา นับสิบปีมาแล้วที่ครอบครัวไม่เคยเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์จริงๆ แคมเปญนี้จึงเสริมประเด็นเรื่อง “แม่” ให้เป็นจุดเชื่อมต่อทางอารมณ์ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

ทางกอลทัพโคลอมเบียจึงได้ขอรูปภาพในวัยเยาว์จากคุณแม่มาทำโปสเตอร์ติดประกาศหาคนหายไปทั่วเมือง ติดตั้งไฟคริสต์มาสในป่า ทำลูกบอลพลาสติกที่ใส่ข้อความว่า “แม่รอลูกกลับบ้านอยู่” ลอยตามน้ำไปยังฐานที่มั่นของกลุ่ม FARC และสื่ออื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน

ถ้าข้อมูลผมไม่ผิด ผมเข้าใจว่าแคมเปญนี้ทำกันนานถึงปีครึ่ง ออกแคมเปญทีละชุดๆ และผลลัพธ์ก็คุ้มค่ากับการทำงานที่เหนื่อยยากของทั้งกองทัพและเอเจนซี่ ในที่สุด FARC ยอมกลับมาสู่อ้อมกอดของแม่มากถึง 27,000 คน ถ้าเห็นผลลัพธ์แบบนี้ก็ไม่ต้องพูดกันแล้วครับว่ามันเวิร์คหรือไม่เวิร์ค

Advertising Agency: Lowe SSP3

Tagged , , , , , , ,

Turkish Traffic Safety Association: Don’t selfie and drive

Don't selfie and drive2

บอกก่อนเลยว่าแคมเปญนี้ไม่มีความพีคอะไรทั้งสิ้น เป็นเพียงอีกวิธีสื่อสารหนึ่งที่ไม่เน้นสร้างความรูสึกทางอารมณ์มาก แต่ก็น่าใจและน่าเอาไปปรับใช้ได้ครับ

เรื่องของเรื่องมันเกิดที่ตุรกีครับ (แต่ภาพให้ความรู้สึกคล้ายบ้านเรามาก) ในแต่ละปีเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนหลายครั้งมาก แล้วปัญหามันก็คลาสสสสิคมวาก ดื่มแล้วขับ แชทระหว่างขับ แต่งหน้าระหว่างขับ คงเป็นเหมือนกันทั้งโลก
ในวิดีโอเค้าก็บอกว่า นอกจากเหตุผลที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุดังกล่าวแล้ว คนเราก็ยังหาเรื่องให้มันอุบัติเหตุได้อีก นั่นก็คือ “Carselfie” (เซลฟี่ระหว่างขับรถ)

ในวิดีโอเค้าอ้างว่าในแต่ละวันมีคนตุรกีถ่ายรูประหว่างขับรถเป็นพันๆรูป ช่างเป็นพฤติกรรมที่ non-sense มากๆ Turkish Traffic Safety Association สมาคมที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนก็ได้ออกแคมเปญ “Don’t selfie and drive”

เริ่มต้นด้วยการสร้าง Instagram และก็ค้นหารูปเซลฟี่ระหว่างขับรถ จากนั้นก็ตัดต่อภาพ The Grim Reaper (ยมทูตฝั่งตะวันตก) ให้เป็นผู้โดยสารอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่เบาะหลัง แล้วก็แท็กคนที่เป็นเจ้าของรูปภาพดั้งเดิม พร้อมกับข้อความ “If you don’t want to ride with the grim reaper, don’t selfie and drive.” ถ้าไม่อยากนั่งรถไปกับยมทูต ก็หยุดเซลฟี่ระหว่างขับรถได้แล้ว

โดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเป็นตัวที่กระตุ้นเตือนหรือมันจะกลายเป็นเรื่องสนุกกันแน่ แต่ที่รู้แน่ๆอย่างหนึ่งคือเค้าเลือกใช้วิธีแปลกใหม่ในการสื่อสาร ไม่จู้จี้จุกจิก ไม่อีโม ทำให้มันเป็นเรื่องสนุกซะเลย คนจะได้ไม่รู้สึกกำลังถูกกรอกหูว่าต้องเปลี่ยนนู่นนั่นนี่ อันนี้จะเวิร์คไม่เวิร์คก็อยู่ที่คนแล้วละครับว่าเค้าจะคิดได้มั้ย

ลองกลับมามองที่เมืองไทย เสียดายที่เค้าออกกฎหมายห้ามใช้มือถือระหว่างขับรถ ไม่งั้นเราอาจจะได้เห็นแคมเปญอะไรสนุกๆแบบนี้ก็ได้ ผมไม่แน่ใจว่ากฎหมายห้ามใช้มือถือระหว่างขับรถจะบังคับใช้ได้ดีแค่ไหน แล้วจะมีทางไหนที่เปลี่ยนให้คนเราคิดได้เองโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกสื่อสารวิธีไหน หรือคุณจะเอาใครมาใส่ในรูปดีครับ?

Don't selfie and drive1 Don't selfie and drive3

Advertising Agency: Ogilvy Istanbul, Turkey

Tagged , , , , , , , ,

VinziRast: Vinzi Gast

Vinzi Gast1

ถ้าได้อ่านบล็อกของผมมาสักพัก หลายท่านจะเริ่มจับจุดได้ว่าแคมเปญที่ผมเลือกมามักจะมีปัญหาทางด้าน “การสื่อสาร” แทบจะทุกเคส ถ้าลองสังเกตดู มันคือปัญหาเดิมๆที่อยู่คู่โลกมาหลายปีแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนก็คงรู้อยู่แล้วละว่าปัญหามันยังคงมีอยู่ แต่น้อยคนที่สนใจและใส่ใจกับมันอย่างจริงจัง

Vinzirast องค์กรที่บริหารงานโดยเอกชนในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ที่ทำหน้าที่จัดหาที่พักข้ามคืน อาหาร ทำความสะอาดเสื้อผ้า ให้กับคนไร้บ้าน กำลังประสบปัญหาทางด้านการเงินที่ได้รับบริจาคน้อยลงทุกปีๆ ในขณะที่จำนวนประชากรคนไร้บ้านก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จะทำอย่างไรให้คนหันมาสนใจและบริจาคเงินให้กับ Vinzirast (ให้นึกภาพว่าทุกๆคืนที่ออสเตรียมันหนาวมาก บางครั้งก็เป็นตัวแบ่งแยกความเป็นตายได้เลย)

เป็นคุณ คุณจะช่วย Vinzirast ยังไงครับ? ………… ก่อนจะอ่านต่อ ผมขอให้ลองหยุดคิดสัก 20 วินาที ไม่แน่คุณอาจจะมีวิธีที่ดีกว่าเขาก็ได้ครับ (ผมไม่แน่ใจว่าผมสปอยล์ไปแล้วรึเปล่านะ 555)

และวิธีการที่เขาเลือกใช้ก็คือ สร้าง Page บน Facebook ที่ใช้ชื่อว่า Vinzi Gast (แขกของ Vinzirast)เพื่อบอกเล่าเรื่องราวว่าในแต่ละวันเค้าจะต้องประสบพบเจอกับอะไรบ้าง เค้าคิดอะไรอยู่ เค้ากินเค้านอนยังไง แล้วสภาพแวดล้อมที่เค้าอยู่มันเป็นยังไงบ้าง ทุกอย่างแบบ Real-time ให้คนทั่วๆไปอย่างเราได้เห็นว่าพวกเขาแม่งลำบากแค่ไหน (เชิญชมได้ที่ https://www.facebook.com/pages/Vinzi-Gast/252724914886559)

หลักจากที่เกิด Vinzi Gast ได้สักพัก สังคมก็เริ่มพูดคุยกันถึงประเด็นเรื่องคนไร้บ้านกันอีกครั้ง เกิดเป็นชุมชนออนไลน์ที่คนทั่วๆไปหลายคนเริ่มเข้ามาเสนองานให้ทำ ให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ และเสนอความช่วยเหลืออื่นๆอีกมากมาย

แคมเปญนี้ได้รับคำชื่นชมจากสังคม Facefook มากกว่า 4 ล้านครั้ง ได้พื้นที่สื่อฟรีคิดเป็นมูลค่า 1 แสนยูโร ได้รับเงินบริจาคเข้า Vinzirast กว่า 200% และที่สำคัญที่สุด ชายไร้บ้านนิรนามผ Vinzi Gast ผู้นี้ก็ได้งานทำและไม่ต้องกลายเป็นคนไร้บ้านอีกต่อไป

น่าเสียดายตรงที่ว่า Vinzi Gast ได้หยุดอัพเดตไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่ยังไงก็ยังสามารถเข้าไปย้อนดูชีวิตความเป็นอยู่ของคนไร้บ้านในออสเตรียได้ครับ

นึกถึงเมืองไทยผมก็เห็นว่าคนไทยมีคนไร้บ้านอยู่ไม่น้อยเลย แถมยังมีข่าวอยู่พักหนึ่งว่าถูกวัยรุ่นรุมทำร้ายจนสาหัส เอาจริงๆผมว่าปัญหาเรื่องนี้ก็ไม่เล็กนะครับ ถ้าใครมีไอเดียทำแคมเปญหรือวิธีแก้ไขปัญหาก็ลองคอมเมนท์ไว้ดูนะครับ ไม่แน่นะครับ เรื่องดีๆแคมเปญดีๆอาจจะเกิดจากเพจนี้ก็ได้ ถ้าเราร่วมมือกันครับ :D

Vinzi Gast2 Vinzi Gast3

Advertising Agency :Demner Merlicek & Bergmann, Vienna, Austria

Tagged , , , , , , ,

Nevada Resort Association Environmental Initiative: Light it Up

light it up1

แคมเปญนี้จะออกแนววิทยาศาสตร์หน่อยนะครับ แล้วก็ขอดักไว้ก่อนว่าถ้าอยากจะดูเอาซึ้งๆหรือน้ำตาแตก แคมเปญนี้คงทำไม่ได้นะฮะ

เรื่องมันเกิดที่รัฐ Nevada สหรัฐอเมริกา ถ้าพูดถึงเรัฐ Nevada ปุ๊ป ภาพที่ตามมาก็คงจะเป็น Las Vegas มหานครที่ไม่เคยหลับไหลซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมความบันเทิงแบบครบวงจร ถึงขนาดมีคนบอกว่าถ้ามองจากนอกชั้นบรรยากาศ Las Vegas เป็นเมืองหนึ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากันเลยทีเดียว

แต่ก็นั่นแหละครับ ความสว่างไสวทั้งวันทั้งคืนก็ต้องแลกมากับการบริโภคพลังงานอย่างมหาศาลถึง 146 เมกะวัตต์ต่อปี ถามว่ามากขนาดไหน ในวิดีโอเค้าเทียบว่ามากกว่าเกาะฮ่องกงใช้ทั้งปี 3.5 เท่า (ปี 2013)

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าหากเราผสมคาร์บอนไดออกไซด์กับ Fluid Electrolyte (รบกวนท่านที่มีความรู้อธิบายคร่าวๆหน่อยครับ) ก็จะเป็นอีกวิธีหนึ่งในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ แต่คำถามมันติดอยู่ตรงที่ว่าเราจะไปหาคาร์บอนไดออกไซด์ได้ที่ไหน

คำตอบคือ “บุหรี่ไงครับ”

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเค้าอนุญาตให้สูบบุหรี่ภายในอาคารได้ ไม่ผิดกฎหมาย ทาง Nevada Resort Association จึงริเริ่มแคมเปญ Light it up ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ที่ดักจับควันบุหรี่เพื่อแปลงไปเป็นกระแสไฟฟ้า ซึ่งเค้าบอกว่าบุหรี่ที่ดูดหมดหนึ่งตัวจะให้พลังงานได้ 0.33 เมกะวัตต์ โดยในแต่ละวันจะมีคนสูบบุหรี่ใน Las Vegas ประมาณวันละ 950,000 ตัว นั่นเท่ากับว่าในหนึ่งปีเราจะสามารถผลิตไฟฟ้าจากบุหร่ได้ถึง 11.5 เมกะวัตต์กันเลยทีเดียว (ให้นึกภาพว่าใช้ 146 แต่แบ่งเบาไปได้ 11.5 นั่นเท่ากับว่าต้นทุนของการบริหารจัดการในเมืองนี้จะถูกลงเกือบ 10% ซึ่งในระระยาวถือว่าคุ้มมากๆ)

ก็ถือว่าเป็นแคมเปญแปลกๆที่ไม่ต้องไปจ้ำจี้จ้ำไชบอกว่า “บุหรี่ไม่ดีนะ” โจทย์ของแคมเปญนี้คือการใช้ประโยชน์จากคนที่สูบบุหรี่อยู่แล้ว นั่นเท่ากับว่าคนที่สูบบุหรี่เค้าแทบจะไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเลย

อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิด ว่าผมสนับสนุนให้สูบบุหรี่เพื่อไปผลิตกระแสไฟฟ้ากันนะครับ ไม่ใช่ว่าดูแคมเปญนี้จบแล้วก็ไปตะบี้ตะบันตะบันสูบ ควันมันคงไปไม่ถึง Las Vegas หรอกนะ

จริงๆแล้วก็น่าเอามาปรับใช้กับเมืองไทยดูมั่งนะ เพราะคนไทยก็สูบบุหรี่ก็ไม่น้อยเลย เพียงแต่ติดที่ว่าส่วนใหญ่เค้าห้ามสูบบุหรี่ในตัวอาคาร คงทำแบบในเคสนี้ไม่ได้ น่าคิดเหมือนกันว่าไหนๆเค้าก็สูบบุหรี่อยู่แล้ว เราจะสร้างประโยชน์จากคนกลุ่มนี้เพื่อเหตุผลทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในวิธีอื่นๆได้หรือไม่

light it up2 light it up3 light it up4 light it up6

Advertising Agency: Miami Ad School, New York, USA

Tagged , , , , , , , , ,
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 272 other followers