Tag Archives: Cannes Lion 2014

Harrison’s Fund: I wish my son had cancer

i wish my son has cancer

สำหรับแคมเปญชิ้นนี้ เราพามาดูกันที่อังกฤษครับ ครั้งแรกที่ผมได้ดูแคมเปญนี้บอกตรงๆเลยว่า “แม่งแทบจะไม่มีอะไรเลยนี่หว่า” ทั้งตัวไอเดียและสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ได้มีอะไรที่ว้าวเลย ที่น่าสนใจก็คงจะมีแต่ถ้อยคำที่ดู “ยุแหย่” ให้เกิดความดราม่า ตรงนี้แหละครับประเด็น!

เรื่องของเรื่องมันเริ่มต้นที่ว่ามีคุณพ่อท่านหนึ่ง เขามาลูกชายอายุ 6 ขวบชื่อว่า Harrison แต่น่าอนิจจาที่ลูกของเขาป่วยเป็นโรค Duchenne muscular dystrophy (DMD) หรือถ้าพูดง่ายๆก็คือโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง (หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Duchenne_muscular_dystrophy) ซึ่งความโชคร้ายมันอยู่ตรงที่ว่าโรคนี้ยัง ไม่สามารถรักษาได้ อีกทั้งมีสถิติที่บ่งบอกว่าคนที่เป็นโรคนี้จะต้องเสียชีวิตภายในอายุไม่เกิน 20 ปี

เมื่อคุณพ่อได้ทราบเรื่องดังกล่าว เข้าจึงได้ตั้งมูลนิธิที่ชื่อว่า Harrison’s Fund (ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไหน) ทำหน้าที่ระดมเงินบริจาคเพื่อนำมาใช้ในงานวิจัยและรักษาโรค DMD แต่ก็อย่างที่รู้กันครับว่าโรคนี้เป็นโรคใหม่ที่ถูกค้นพบได้ไม่นาน คนยังไม่รู้จัก การจะไปขอเงินเพื่อทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคใหม่ดูจะเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะฉะนั้น คุณพ่อจึงคิดว่าควรจะต้องทำให้โรคนี้เป็นประเด็นที่พูดถึงกันในสังคม

คุณพ่อท่านที่จึงขอให้ ais เอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่งในลอนดอนช่วยทำแคมเปญให้โรคนี้เป็นที่รู้จักของคนมากขึ้น และหน้าตาของแคมเปญก็ออกมาแบบเรียบง่ายมากครับ เพียงแค่ Print ad หนึ่งชิ้นที่มาพร้อมกับข้อความที่ดู “ยุแหย่” ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องอ่าน

“ผมอยากให้ลูกเป็นมะเร็ง”

“แฮริสัน ลูกชายวัย 6 ขวบของผม เขาเป็นโรค DMD เขาเป็นหนึ่งในจำนวน 2,500 คนที่เป็นโรคนี้ทั่วทั้งสหราชอาณาจักร ซึ่งส่วนใหญ่จะตายตอนอายุ 20 ปี ไม่เหมือนกับโรคมะเร็ง เพราะโรคนี้ไม่มีแม้แต่ทางเยียวยาและรักษา อีกทั้งโรคนี้ผู้คนยังไม่ค่อยรู้จักดี จึงทำให้เงินที่มาสนับสนุนวิจัยโรคนี้น้อยนัก ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของผมคือการระดมเงินเพื่อให้เหล่านักวิทยาศาสตร์นำไปใช้ในการวิจัย พวกเขาเริ่มเข้าใกล้สู่การค้นพบแล้ว เพียงแค่ 5 ปอนด์ในมือของท่าน ก็ช่วยให้พวกเขาเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น”

“ร่วมกับหยุดโรค DMD ด้วยการส่งข้อความ STOP13 5£ มาที่ 70070 หรือเข้าไปที่ harrisonfund.com”

ช่างเรียบง่ายและกระแทกอารมณ์ยิ่งนัก ถ้าเป็นคุณ คุณจะช่วยเขามั้ยครับ?

Advertising Agency: ais, London, United Kingdom

Advertisements
Tagged , , , , , , , , ,

Mimi Foundation: If only a second

If only a sec3

ถ้าวันนี้ผมขอให้คุณลองดีไซน์แคมเปญที่ทำเกี่ยวกับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง เป็นคุณ คุณอยากให้มันออกมาหน้าตาเป็นยังไงครับ?

ถ้าเป็นผม ผมวาดภาพเอาไว้ว่ามันจะต้องวาดภาพออกมาดราม่าแน่ๆ และเรื่องราวก็คงมาในธีม “ลมหายใจสุดท้ายที่สวยงาม” ด้วยการเชิญเหล่าผู้ป่วยมาแต่งตัวสวยๆหล่อๆ ถ่ายรูปเก็บไว้ทำ Photobook ขายแล้วก็ระดมทุนเพื่อไปช่วยผู้ป่วยคนอื่นๆ แน่นอนครับว่าภาพที่ออกมาแม้จะดูสวยงามแต่ก็คงหดหู่ชอบกล

แต่แคมเปญนี้มาเหนือกว่าภาพในจินตนาการของผมหลายเท่านัก จนผมบอกได้เต็มปากเลยว่าแคมเปญนี้เป็นแคมเปญที่ผมชอบมากที่สุดในงาน Cannes Lion 2014 แม้ว่าแคมเปญนี้จะไม่ได้ Gold ก็เถอะ

เรื่องมันก็เหมือนที่ผมเกริ่นมาก่อนนั่นแหละครับ ถ้าจะทำแนวดราม่ามันก็คงไม่ผิดหรอก แต่ทำแล้วจะได้อะไรนี่สิเป็นคำถามสำคัญ

คือถ้าทำเปนแนวดราม่า ผลสุดท้ายลองนึกถึงผู้ป่วยว่าเค้าจะรู้สึกยังไง “ฉันสวยจัง ฉันพอใจ นี่คือความสุขสุดท้ายของฉัน แล้วฉันก็จะตายอย่างสงบ” ฟังดูเศร้าโคตรๆ แล้วเราต้องการแค่นี้เหรอ

แคมเปญนี้เพียงแค่พลิกมุมมองนิดหน่อยก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งมากครับ

มันมีคำกล่าวหนึ่งที่พูดถึงโมเมนท์ “Carefree” ซึ่งมันแปลเป็นไทยค่อยข้างยาก แต่อยากให้เข้าใจตรงกันว่ามันเป็นอารมณ์ที่รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย ไร้กังวล เหมือนคำโฆษณาผ้าอนามันยังไงยังงั้นและแหละ ไอ้โมเมนท์ที่ว่าเนี่ยมันสร้างผลเชิงบวกทางอารมณ์ให้กับผู้ป่วย ซึ่งแน่นอนว่าถ้าผู้ป่วยอารมณ์ดี โอกาสที่จะรักษามะเร็งหายก็จะเพิ่มมากขึ้น

เค้าก็เลยจับเอาผู้ป่วยมาตั้งไว้หน้ากระจกสองด้าน และขอให้พวกเขาหลับตา จากนั้นทั้งช่างแต่งหน้าและช่างทำผมก็ละเลงกันเลยครับ อย่างที่ผมบอกไปตอนต้น ผู่ป่วยเค้าก็คงคาดหวังว่าเมื่อฉันลืมตาแล้วฉันจะต้องสวยที่สุดในชีวิต แต่มันหักมุมตรงที่ว่าแคมเปญนี้เค้าไม่เอาครับ เค้ากลับแต่งหน้าทำผมให้ผู้ป่วยดูประหลาด ดูตลก ดูบ้าๆบอๆ

จนกระทั่งทีมงานขอให้พวกเขาลืมตา โมเมนท์แรกที่เค้าเห็นตัวเองก็ประหลาดใจสุดๆ เพราะผิดจากความคาดหวังมากๆ โดยทุกๆอิริยาบถก็จะถูกช่างภาพในอีกด้านของกระจกถ่ายภาพเก็บไว้ โมเมนท์นี้แหละครับที่เค้าเรียกว่า “Carefree” เพียงแต่ไม่กี่วินาที ที่ทำให้พวกเขาหลงลืมความเจ็บป่วยไปชั่วขณะ นี่แหละครับ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงตั้งชื่อแคมเปญว่า If only a second

ส่วนภาพที่ถ่ายไว้ก็ไม่ได้เก็บเอาไว้ไปทำปุ๋ยนะครับ เค้าเอามาจัดทำเป็นนิทรรศการพร้อมกับ Photobook เพื่อระดมทุนเข้ามูลนิธิ Mimi Foundation เพื่อนำไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยต่อๆไป

เห็นไหมครับว่าเพียงแค่พลิกมุมความคิดนิดเดียว ผลลัพธ์ที่ได้มหาศาลมาก ผมว่ายากนะสำหรับการทำแคมเปญใดแคมเปญหนึ่งที่มีส่วนผสมของความดราม่าและฟีลกู้ดเอาไว้ด้วยกัน ดูกี่ครั้งก็ซึ้ง 🙂

Advertising Agency: Leo Burnett, Paris, France

If only a sec2 If only a sec4 If only a sec5 If only a sec1

Photo credit: adoftheworld

 

Tagged , , , , , , , , ,

[Event] Cannes Lion For Good 2014 at Ma:D

CFG1-01

จบไปเรียบร้อยสำหรับอีเวนท์แรกในชีวิต Cannes Lion For Good 2014 ฟัง Feedback คร่าวๆก็ได้หายใจยาวๆพร้อมกับอุบานเบาๆว่า “รอดแล้วกรู!”

แรกเริ่มเดิมทีงานนี้มันเกิดขึ้นจากที่ผมเขียนบล็อกแนวแคมเปญเพื่อสังคมมาสักพักหนึ่ง ยิ่งเขียนก็ยิ่งรู้สึกว่าถ้าได้ลองทำแคมเปญแบบนี้ในเมืองไทยบ้าง มันก็น่าสร้างมีปรากฏการณ์ใหม่ๆให้กับสังคมบ้านเรา ไปเจอแคมเปญที่ไหนมาก็จะเอามาเล่าให้ทุกๆคนที่ได้เจอฟัง จนกระทั่งวันหนึ่ง พี่กิฟ (มาดี) ไม่รู้เกิดรำคาญหรือยังไงเพราะผมเล่าให้ฟังเกือบทุกวัน พี่เค้าก็เลยบอกว่างั้นลองจัดงานที่เล่าเรื่องแคมเปญดูดีมั้ย? เหมือนสวรรค์ดลใจ อะไรมันจะเข้าทางผมขนาดนี้!

ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวกันหน่อย ผมชื่อปืนครับ จบรัฐศาสตร์การระหว่างประเทศที่ธรรมศาสตร์ และการที่ผมสนใจงานแคมเปญด้านสังคมมันแทบจะไม่ได้เฉี่ยวกับเรื่องที่ผมเรียนมาเลยซักกะนิด ผมทำกราฟฟิกไม่เป็น พูดก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็ยังโชคดีที่ยังได้ตามงานโฆษณามาสม่ำเสมอ ก็เลยเริ่มเห็นเค้าว่างานโฆษณาหลายชิ้นถ้าเอามาปรับใช้กับประเด็นทางสังคมในบ้านเรา มันน่าจะไปได้ไกลและเปลี่ยนแปลงสังคมได้

สี่เดือนก่อนผมก็เลยเริ่มเขียนบล็อกที่รวมรวบเรื่องราวความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมและแคมเปญเพื่อสังคม และก็ทำเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ผมก็ได้สร้างเพจขึ้นมาเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระจายข่าวสารแคมเปญทั้งหลายแหละ เชิญติดตามกันได้ที่ Naocrituss’s Blog ครับผม

———————————————————————————————————–

สำหรับงานในครั้งนี้ เราได้รับเกียรติจากพี่แกละ ซึ่งเป็น Associate Creative Director ที่ Ogilvy แล้วพี่เค้าก็เป็นครีเอทีฟเจ้าของผลงานที่ได้รับรางวัลคานส์ไลออน 3 ปีซ้อน เริ่มตั้งแต่ Hair for hope (โรงพยาบาลจุฬาภรณ์), Cut to build (OLFA) และ Return of the ashes (กรมป่าไม้) ได้รับรางวัล Bronze จากเวทีคานส์ไลออนปีล่าสุด

มาเข้าเนื้อหากันเลยดีกว่า!

งานชิ้นแรก เป็นแคมเปญที่เกี่ยวกับการค้ากามผ่านเว็บแคม ซึ่งกำลังเป็นกระแสระบาดไปทั่วโลก เค้าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เชิญชมครับ

แคมเปญชิ้นที่สอง พูดถึงมหาเศรษฐีชาวบราซิลคนหนึ่งที่วันดีคืนดีเกิดนึกครึ้มอะไรก็ไม่รู้ แกบอกจะฝังเบนท์เล่ราคาครึ่งล้านเหรียญไว้ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน บอกว่าจะเอาไปใช้ตอนแกตาย แกทำแบบนั้นทำไม ไปดูกันครับ

แคมเปญที่ 3 พูดถึงเด็กน้อยที่เป็นมะเร็ง เราจะใช้วิธีแบบไหนที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องรู้สึกว่าต้องอยู่สู้กับโรคร้ายนี้เพียงแค่คนเดียว

แคมเปญที่ 4 แคมเปญนี้ผมชอบมากที่สุด เพราะโดยปกติเวลาเราพูดถึงผู้ป่วยมะเร็งเมื่อไหร่ ภาพการทำแคมเปญในหัวจะปิ๊งขึ้นมาทันทีว่าต้องเป็นแนว “ดราม่า” แต่แคมเปญนี้ไม่ครับ เค้ากลับพลิกแคมเปญนี้ให้มี mood and tone แบบ  Feel Good ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจมาก ต้องดูอย่างแรง

แคมเปญต่อมา พูดถึงเรื่องผลผลิตทางการเกษตรในระบบอุตสาหกรรม ที่ต้องมีการคัดไซส์คัดน้ำหนัก คำถามคือ ผักผลไม้ที่ไม่ผ่านมาตรฐานหรือหน้าตาอัปลักษณ์ล่ะ มันหายไปไหน?

แคมเปญต่อไป เป็นเรื่องของการเชื่อมโยงกลุ่มคนสองกลุ่มที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวให้มาเกี่ยวกันได้อย่างน่าทึ่ง คนหนึ่งอยากฝึกภาษา อีกคนนึงอยากมีใครสักคนคอยคุยด้วย ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกัน ส่วนตัวผมชอบวิดีโอ เค้าทำออกมาได้อบอุ่นมากจริงๆ

แคมเปญที่ 7 ลืมภาพการขอรับบริจาคเงินตามสะพานลอยไปได้เลย เพราะครั้งนี้ เพียงแค่สเต็ปเดียวคุณก็ได้ช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว

แคมเปญต่อไป หุ่นที่เราเห็นตามร้านเสื้อผ้าดังๆทั้งหลาย นัยหนึ่งมันก็คือการตีกรอบเราว่าความสวยความหล่อมันต้องเป็นแบบนี้นะ แต่ลองมาดูแคมเปญนี้กันว่าเค้ามองความสวยความหล่อในแบบยังไง

แคมเปญที่ 9 ปลาสายพันธุ์หนึ่งที่กำลังทำลายระบบนิเวศในคาบสมุทรแคริบเบียน เราจะจัดการกับมันยังไงดี? บอกเลยเจ้าปลาสายพันธุ์นี้มันโคตรซวยจริงๆ เกิดมาแล้วเ_ือกอร่อย

แคมเปญที่ 10 มีเสืองฮือฮาเล็กน้อย ดูแล้วก็ได้แต่คิดว่าญี่ปุ่นนี่มันญี่ปุ่นจริงๆ เรื่องมันเกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งที่ไม่มีความโดดเด่นอะไรเลย จะมีก็แต่นาข้าว ชาวบ้านเค้าจะพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้อย่างไร เชิญรับชม

แคมเปญที่ 11 ปัญหาไม่มีน้ำสะอาดไว้ดื่มนับเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เราจะทำยังให้เค้าได้เข้าใจถึงการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดไปพร้อมๆกับผลิตน้ำสะอาดไปในตัวด้วย

แคมเปญที่ 12 เห็นกันเป็นประจำสำหรับป้ายจราจร แต่จะมีสักกี่คนที่ปฏิบัติตาม แคมเปญนี้เค้าจึงสร้างป้ายจราจรที่ดาเมจสูงมาก แบบที่ว่าดูปุ๊ปแล้วก็ร้องอ๋อทันที

แคมเปญที่ 13 เป็นไปได้ไหมว่า ป้ายบิลบอร์ดธรรมดาจะสร้างประโยชน์ได้มากกว่าให้มันยืนตากแดดเฉยๆ ?

แคมเปญต่อไป อันนี้มาแนวอีโมชั่นค่อนข้างสูงครับ ที่พูดถึงเรื่องคนเกาหลีเหนือที่พยายามลี้ภัยมาที่เกาหลีใต้ แต่สุดท้ายก็ต้องถูกส่งตัวกลับ แน่นอนว่าเหมือนกับส่งคนเข้าโรงฆ่าดีๆนี่เอง แคมเปญนี้เค้าก็เลยทำนิทรรศการที่สื่อให้เห็นว่า ยังมีคนที่เรายังมองไม่เห็นอยู่นะ

แคมเปญต่อไปนะครับ “รอยสัก” กับการอาบแดดมันเป็นความเท่ที่มาคู่กันของวันรุ่นบราซิล โดยหารู้ไม่ว่าการตากแดดนานๆจะทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง จะทำยังไงให้วัยรุ่นหัวแข็งพวกนี้ได้เห็นถึงปัญหา เชิญชมจ้ะ

แคมเปญที่ 16 เด็กที่เกิดมาตาบอดมักเสียเปรียบเด็กทั่วไป การสูญเสียความสามารถด้านการมองเห็นทำให้เด็กถูกปิดกั้นจินตนาการไปส่วนหนึ่ง แคมเปญนี้จะทำยังไงให้เด็กตาบอด ได้รับการเสริมสร้างจินตนาการแม้จะมองไม่เห็น

แคมเปญที่ 17 คนไร้บ้านมักจะเป็นผู้ที่ต้องรอรับความช่วยเหลือ แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเข้าได้สัมผัสประการณ์ของการเป็นผู้เลือกบ้าง

แคมเปญต่อไป คำพูดที่ไม่ทันยั้งคิดของพ่อแม่ อาจกลายเป็นอาวุธที่คอยทิ่มแทงจิตใจเด็ก ซึ่งหากเด็กไม่มีภูมิคุ้มกันมากพอก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นอาชญากรในอนาคต แคมเปญนี้จะใช้วิธีการสื่อสารแบบไหน ลองไปดูกันครับ

แคมเปญที่ 19 ในแต่ละปี มหาสมุทรมักเป็นที่รองรับขยะจำนวนมหาศาลจากทั่วโลก จะดีแค่ไหนถ้ามันนำมาทำเป็นกางเกงยีนส์ได้!!

แคมเปญที่ 20 การทรมานนักโทษ กาค้าอาวุธ ความรุนแรงภายในครอบครัว เป็นเรื่องที่แอมเนสตี้ติดตามและต่อสู้มาตลอด แต่ในครั้งนี้เราจะสร้างสัญลักษณ์ที่ซ่อนสิ่งที่มีความหมายอยู่ได้อย่างไร

แคมเปญที่ 21 Mike Ebeling ได้แรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือ บินตรงไปยังแอฟริกาเพื่อสร้างห้องแล็บ 3D printer ให้กับชาวแอฟริกาที่พิการ ขอคารวะให้กับความมุ่งมั่น

แคมเปญที่ 22 การปลูกพืนออร์แกนิคและการเลี้ยงสัตว์แบบเปิดกำลังเป็นกระแส Chipotle ที่เป็นผู้นำผลิตอาหารที่ใช้แนวคิดนี้จึงได้สร้างสื่อที่ทำให้ผู้คนได้เห็นถึงความสำคัญ

แคมเปญแถม สะพาน Mapo ได้ชื่อว่าเป็นสะพานที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในเกาหลีใต้ เค้าจะใช้วิธีไหนที่จะทำให้คนเปลี่ยนความคิด และกลับไปหาคนที่เรารักที่รอเราอยู่ที่บ้าน

แคมเปญสุดท้าย แม่ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักกีฬาชื่อก้องโลกทั้งหลาย

 

 

 

Tagged , , , , , , , , , , , , , , ,

FUNDACIÓN PANIAMOR: INCOMPLETE BIOS

incomplete bios1

ไม่รู้เป็นอะไร เวลาที่ได้อ่านแคมเปญที่เกี่ยวข้องกับด้านการเมือง ผมจะรู้สึกสนุกทุกครั้ง ความรู้สึกมันคงคล้ายๆกันกับขี่ม้าออกไปรบกับคนขี่ช้าง ยิ่งอีกฝ่ายหนึ่งตัวใหญ่มากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกท้าทาย

เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นที่คอสตาริกาครับ ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาประเทศเค้ามาการเลือกตั้งประธานาธิบดีกันครับ ซึ่งก็คงเดาได้ไม่ยากว่าในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ผู้สมัครลงรับเลือกตั้งทั้งหลายก็ต่างประโคมนโยบายกันอย่างเมามันเพื่อดึงดูดฐานเสียง ก็ทั่วๆไปครับ นโยบายเพลนๆอย่างเพิ่มงาน ลดความยากจน กระตุ้นเศรษฐกิจบลาๆๆ  ซึ่งก็ได้โปรโมทผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์

แต่คราวนี้เรื่องที่ไม่ปกติมันเกิดขึ้นตรงที่ว่า Paniamor องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเด็กและวัยรุ่นเกิดอยากจะผลักดันกฎหมายคุ้มครองสิทธิเด็กให้เข้าไปอยู่ในนโยบายของเหล่าผู้ลงสมัครทั้งหลาย

แต่น่าเสียดายครับ เด็กพวกนี้อายุไม่ถึงสำหรับการเลือกตั้ง มันก็เลยทำให้เหล่าผู้สมัครไม่สนใจประเด็นปัญหานี้ ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงการโปรโมทแคมเปญการเลือกตั้ง กฎหมายคุ้มครองสิทธิเด็กก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของพวกเค้าแน่นอน

เป็นคุณ คุณจะทำยังไงให้เหล่าผู้สมัครทั้งหลายหันมาสนใจประเด็นปัญหานี้ด้วย?

แคมเปญนี้ฉลาดมากครับ เค้าเลือกใช้เครื่องมือหนึ่งที่เหล่าผู้สมัครก็ใช้ในการโปรโมทนโยบายของพวกเขาครับ “Wikipedia” ครับ

(สำหรับเมืองไทยผมไม่ค่อยแน่ใจว่าถึงช่วงใกล้เลือกตั้ง จะมีใครจะเข้าไปดูนโยบายผู้สมัครในวิกิพีเดียมั้ย แต่ให้เข้าใจว่าที่คอสตาริกามันคงจะเวิร์คครับ)

ลองนึกภาพตามถึงรูปภาพ ประวัติ และนโยบายที่เหล่าผู้สมัครนั้นใส่ลงไปในวิกิพีเดีย แต่แคมเปญนี้จะเพิ่มเข้าไปอีก Category หนึ่งในส่วนของนโยบาย นโยบายที่ว่าด้วย “การปกป้องคุ้มครองเด็ก” พร้อมตั้งคำถามว่าผู้สมัครคนนั้นจะทำอะไรกับเรื่องนี้มั้ย แล้วก็ปล่อยให้มันว่างเปล่าเหมือนกับรอคนมาเติมคำ เพื่อที่จะให้คนทั่วไปได้รู้ว่าผู้สมัครเหล่านี้ไม่ได้สนใจเรื่องเด็กเลยแม่แต่น้อย

จนกระทั่งแคมเปญได้กลายเป็นไวรัล เพียงในไม่กี่ชั่วโมง วิกิพีเดียก็ได้บล็อคไม่ให้เข้าไปแก้ไขประวัติของผู้สมัคร แต่ไม่ทันแล้วครับ แคมเปญนี้ได้เริ่มจุดประกายให้คนหันมาสนใจเรื่องนี้เรียบร้อยครับ ได้ออกทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อออนไลน์

ไม่ถึงเดือนของการรันแคมเปญ ประวัติของผู้สมัครลงรับเลือกตั้งทุกคนก็เพรียบพร้อมไปด้วยนโยบายคุ้มครองสิทธิเด็ก ราวเสกวับขึ้นมาในพริบตา จนกระทั่งการเลือกตั้งสิ้นสุด Luis Guillermo ประธานาธิบดีคนล่าสุดของคอสตาริก้าก็ได้ผลักดันนโยบายคุ้มครองสิทธิเด็กเข้าไปอยู่ในแผนงานของรัฐบาลในที่สุด

ใครจะไปคิดละครับว่าแคมเปญที่แทบไม่ได้ใช้เงินซักบาทซักสตางค์ มันจะสร้างผลกระทบได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ นับเป็นมิติใหม่ที่น่าจับตามองสำหรับการทำแคมเปญเพื่อก้าวไปสู่นโยบายรัฐ ที่องค์กรทั้งหลายที่ทำงานด้านสังคมควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

Advertising Agency: LEO BURNETT COSTA RICA San Jose, COSTA RICA

incomplete bios2 incomplete bios3

 

Tagged , , , , , , , , , ,

Brazilian Association of Organ Transplant: Firefighter and Lifeguard

BAOT1 BAOT2

You can do the same. Become an organ donor and save up to 7 lives. Tell your family.

 

Advertising Agency: Leo Burnett Tailor Made, Sao Paulo, Brazil

Tagged , , , , , , , , , ,

NATURE´S GARDEN: BROKEN LIVER

Broken liver1

เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า Hepalive โปรดักส์ไลน์ที่ขายอาหารเสริมบำรุงสุขภาพตับโดยเฉพาะ ภายใต้แบรนด์ใหญ่อย่าง Nature’s Garden เค้าได้อ้างงานวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ว่า แท้จริงแล้ว การที่มนุษย์แสดงความรู้สึกต่างๆออกมา มันเป็นผลของสารเคมีชนิดหนึ่งในร่างการของเราที่ชื่อว่า Glucocorticoid ซึ่งเจ้าสารเคมีชนิดนี้มันถูกผลิตมาจาก “ตับ” ครับ

ได้ดูแคมเปญครั้งแรกก็แปลกใจและนั่งขำอยู่คนเดียว ใครจะไปคิดละครับว่าอารมณ์รักโลภโกรธหลงของมนุษย์ที่ว่าซับซ้อนนักหนา แม่งจะถูกบงจากการอวัยวะที่เราคิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวกันได้เลย ใครได้ยินก็คงจะหงายเงิบไปตามๆกัน

ไม่ว่าความเป็นจริงจะเป็นอย่างไร ตับมันควบคุมอารมณ์มนุษย์ทั้งหมดจริงมั้ย หรือทำงานแค่แค่กับบางอารมณ์เท่านั้น เรื่องนี้เราคงไม่ขอตอบนะครับเพราะมันอยู่พ้นวิสัยของเรานัก เอาเป็นว่า สิ่งที่เราเลือกเอามาให้ทุกคนดูก็คือวิธีการสื่อสารที่เค้ากำลังจะบอกว่า “เฮ้ย! ตับก็สำคัญนะมึง” เป็นคุณ คุณจะสื่อสารยังไงครับ?

แคมเปญนี้คิดง่ายมากเลยครับ (ไม่รู้ว่าในขั้นตอนการทำงานมันออกมาง่ายแบบนี้มั้ย) เค้าได้เลือกเอาโมเมนท์ที่คนเราถูกกระตุ้นอารมณ์ได้รุนแรงที่สุดครับ ใช่ครับ “อกหัก”  (Broken Heart) เชื่อว่าใครที่เคยผ่านประสบการณ์รักแบบจบไม่สวยก็คงพยักหน้าไปตามๆกัน แต่ก็อย่างที่บอกครับ “หัวใจ” ไม่ใช่พระเอกของเรื่องนี้ นี่จึงเป็นที่มาของแคมเปญ “Broken Liver” (แปลไทยไม่ได้จริงๆ) ที่เค้าพยายามจะบอกเราว่า ที่มึงรู้สึกเจ็บแบบนี้ก็เพราะ “ตับ” ของมึงนั่นแหละ ที่ใครฟังก็คงงงเต็กไปตามๆกัน

แน่นอนว่าการไปบอกเอาดื้อๆว่าตับนี่แหละที่เป็นตัวกำหนดอารมณ์ มันไม่เวิร์คแน่ๆ แคมเปญนี้จึงได้เลือกเอาบทเพลงมาเป็นตัวสื่อสารแทนครับ โดยเลือกเอาเพลงที่มีคำว่า “Heart” อยู่ทั้งในชื่อและเนื้อร้อง และจับเอาคำว่า “Liver” มาใส่แทนทั้งหมดเลย

แล้วก็ไม่น่าเชื่อนะครับ มันฟังดูเข้ากั๊นเข้ากันยังกับรถติดกับวันศุกร์สิ้นเดือน ฟังแล้วก็เพลินเหลือหลาย แถมแคมเปญนี้ยังรุกเข้าไปในร้านคาราโอเกะ มินิคอนเสิร์ต รวมถึงสื่อทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค ลองเข้าไปดูกันได้ที่ www.brokenliver.com

ในส่วนของผลลัพธ์ก็น่าสนใจทีเดียว เพราะมีลูกค้ากว่า 8 พันคนเข้ามาสมัครพร้อมกับรับตัวอย่างเพลงไปฟังกัน (อาจจะฟังดูน้อย แต่นี่แค่แบรนด์อาหารเสริมบำรุงตับ มันค่อนข้างจะเฉพาะทาง) ยอดขายเพิ่มขึ้น 18% แล้วก็ไต่อันดับจากแบรนด์ที่อยู่ในอันดับ 4 ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ก็ถือว่าไม่เลวครับ

Advertising Agency: MARURI GREY GUAYAQUIL, ECUADOR

Broken liver2

 

Tagged , , , , , , , , ,

HINDUSTAN UNILEVER: Kan Khajura Tesan

Kan Khajura Tesan

สำหรับแคมเปญนี้ เราย้ายมาดูที่อินเดียกันมั่งครับ

เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นที่รัฐพิหารครับ ซึ่งถ้าดูตามขนาดพื้นที่แล้วก็ถือว่าเป็นรัฐหนึ่งที่ใหญ่มากในอินเดียครับ รัฐนี้มีประชากรอยู่ประมาณ 104 ล้านคน แต่ความใหญ่นี้ก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัฐนี้ดีขึ้นซักเท่าไหร่นัก เพราะรัฐนี้ ไม่มีสื่ออะไรให้รื่นเริงบันเทิงใจทั้งสิ้น สื่อดั้งเดิม (ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์) เข้าถึงประชากรในรัฐนี้ได้เพียง 20 % เท่านั้น

พูดถึงความบันเทิงสำหรับรัฐนี้ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีเงินซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกกันนะครับ แต่เป็นเพราะว่าระบบการจ่ายไฟฟ้าจากส่วนกลางมักจะมาไม่ถึงที่นี่ มีผู้หญิงท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่าในแต่ละวันจะมีการตัดไฟวันละประมาณ 6-7 ชั่วโมง ครั้นจะฟังวิทยุ สัญญาณก็ดั๊นไม่ถึงซะอีก แหม่ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรกันนี่

แต่เดี๋ยวก่อนครับ อย่าเพิ่งไปสงสารเค้าครับ เพราะมีสถิติที่บ่งบอกว่าประชากรในรัฐพิหารใช้โทรศัพท์มือถือ (ส่วนใหญ่เป็นแบบ Analog) มากถึง 54 ล้านเครื่อง หรือคิดง่ายๆก็คือครึ่งนึงของทั้งรัฐ (ในขณะที่มีคนดูทีวีเพียง 23 ล้านคน) แล้วพวกเขาก็ใช้งานมันได้คุ้มค่ามาก ตั้งแต่ดูหนังฟังเพลงเล่นเกม

ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไงให้คนในรัฐพิหารได้รับความบันเทิงผ่านมือถือดีล่ะครับ…………………………. จับเวลา!

ผมเชื่อว่าคุณน่าจะเริ่มเห็นเค้าลางแล้วนะครับว่าจะจัดการกับปัญหานี้ยังไงดี

HINDUSTAN UNILEVER (แบรนด์ยูนิลีเวอร์นั่นแหละ) เจ้าของ Supply Chain ระดับโลกผู้ซึ่งถือครองแบรนด์ Wheel (ผงซักฟอก) Lifebuoy (สบู่) Ponds White Beauty (เครื่องสำอางค์) Closeup (ยาสีฟัน) และแบรนด์สินค้าอื่นๆที่เป็นรายใหญ่ที่สุดในอินเดีย มองเห็นโอกาสว่านี่แหละ ถ้าเข้าทางทีวีวิทยุไม่ได้ ก็เข้าทางมือถือนี่แหละวะ!

นี่จึงเป็นที่มาของแคมเปญ Kan Khajura Tesan หรือ Mobile Radio เอาง่ายๆก็คือออกอากาศรายการวิทยุผ่านมือถือนี่แหละครับ ซึ่งวิธีการของเค้าถือว่าใหญ่มากเลยนะครับ เพราะเขาไปดีลกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรวมถึงบริษัททำหนัง รายการเพลง เพื่อนำมาทำคอนเทนท์สำหรับแคมเปญนี้ วิธีการก็ง่ายมากครับ เพียงแค่คุณโทรไปที่ 1800 30000 123 เมื่อโทรติดคุณก็กดปุ่มเลือกรายการ จากนั้นคุณก็วางสาย รอสักพักก็จะมีคนโทรกลับมาพร้อมกับส่งคอนเทนท์ที่คุณเลือกกลับมาให้คุณฟังเป็นเวลา 15 นาที ซึ่งนอกเหนือจากรายการหนังและรายการเพลงแล้ว ก็ยังมีโฆษณากับเรื่องโจ๊กแถมมาด้วย เรียกได้ว่าเหมือนได้ดูรายการทีวียังไงยังงั้นเลย (ถึงตรงนี้ผมก็ยังสงสัยว่าเค้าดูหนังกันยังไงวะ อันนี้ยังไม่เข้าใจจริงๆ)

ทั้งหมดนี้ ฟรี! คุณจะโทรวันละกี่ครั้งก็ได้ ตามใจคุณเลย แลกกับการฟังโฆษณาบ้างเล็กน้อย วิน-วินกันทุกฝ่าย

สำหรับผลลัพธ์สำหรับแคมเปญนี้ในระยะ 6 เดือนของการรันแคมเปญ แคมเปญนี้ก็ครอบคลุมรัฐพิหารไปมากกว่า 60 % มีคนได้ยินโฆษณาของยูนิลีเวอร์มากกว่า 70 ล้านครั้ง ซึ่งถ้าเทียบกับผมตอบแทนในการลงทุนแล้ว การโทรหนึ่งครั้งจะเทียบเท่ากับเงินไม่ถึง 4 เซนต์ด้วยซ้ำ!

นับได้ว่าแคมเปญนี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการบันเทิงที่มาแบบเหนือเมฆจริงๆครับ ใครจะไปคิดมือถืออนาล็อกธรรมดาจะสร้างโอกาสให้ความบันเทิงกับชาวพิหารได้มากขนาดนี้ นึกถึงบ้านเราแล้วก็รู้สึกโชคดีขึ้นมาเยอะเลยนะครับ ที่ไม่ต้องลำบากแบบเขา ถือว่าเอาเคสมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกันนะครับ 🙂

Advertising Agency: LOWE AND PARTNERS WORLDWIDE MUMBAI, INDIA

Media Agency: PHD INDIA MUMBAI, INDIA

Kan Khajura Tesan2 Kan Khajura Tesan3 Kan Khajura Tesan4

 

 

 

Tagged , , , , , , , , , ,

COLOMBIA’S MINISTRY OF ENVIRONMENT AND NATURAL RESOURCES: THE LIONFISH INVASION, TERRIBLY DELICIOUS

Terribly delicious

ท่ามกลางกระแสปกป้องการล่าสัตว์ขององค์กรพิทักษ์สัตว์ทั่วโลก นานๆจะเจอแคมเปญนี้ ที่บอกให้ “ล่า” เพื่อรักษาสภาพแวดล้อม

เรื่องมันเกิดขึ้นในคาบสมุทรแคริบเบียนครับ ไม่รู้ว่าเคยได้ยินชื่อ “ปลาสิงโต” กันบ้างหรือเปล่า ปลาชนิดนี้มันโหดร้ายมากครับ เพราะจากสถิติเค้าบอกว่าปลาชนิดนี้กำลังทำลายระบบนิเวศตามชายฝั่งคาบสมุทรแคริบเบียนที่มีพรมแดนติดต่อประมาณ 30 ประเทศ ทำลายปะการังตามแนวชายฝั่งและโหดหิน อีกทั้งในแต่ละปี ปลาชนิดนี้ (แต่ละตัว) มันสามารถวางไข่ได้มากถึง 2 ล้านฟอง เรียกได้ว่ามันเกิดมาเพื่อทำลายล้างโดยแท้จริงจนถึงขนาดมีคนให้ฉายามันว่าเป็นเอเลี่ยนเลยนะ

แต่ก็อย่างว่าครับ มนุษย์สุดประเสริฐอย่างเรา ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ล่าที่แท้จริงบนโลกใบนี้คงปล่อยให้คาบสมุทรพังพินาศต่อหน้าต่อตาไปไม่ได้ เราคงต้องทำอะไรซักอย่างกับมัน ……………… กินมันซะ!

แคมเปญนี้เริ่มต้นที่โคลัมเบียครับ ปัญหาปลาสิงโตเค้าได้ยกให้เป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆของประเทศ แล้วแถมกระทรวงทรัพยากรก็ถึงกับลงมาเล่นเองเลยครับ

แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นเวรเป็นกรรมอะไรสำหรับเจ้าปลาชนิดนี้ เพราะเวลาเอามาทำอาหารแล้วดันเ_ือกอร่อยอีก จากเดิมที่ปลาชนิดนี้จะมีขายแค่ในเฉพาะระดับเมนูหรูหราหากินยาก ก็ขยับมาสู่ตลาดแมส เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำด้วยการที่ชาวประมงก็หันมาจับปลาสิงโตมากขึ้น จ้างเชฟมารังสรรค์เมนูตามภัตตาคารและโรงแรม รวมไปถึงวางขายเจ้าปลาชนิดนี้ใน Super Market เรียกได้ว่าสร้าง Supply chain ให้กับเจ้าปลาชนิดนี้โดยเฉพาะกันเลยทีเดียว

ยังไม่พอครับ แคมเปญนี้ยังขยับไปในมิติศาสนาด้วยครับ เพราะประชากรส่วนใหญ่ในโคลัมเบียนับถือคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก มากกว่าครึ่งมีประเพณีว่าต้องกินปลาในช่วงเทศกาล Lent and Easter (ประวัติและเทศกาลนี้ อ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจครับ แต่ให้เข้าใจว่าเป็นพิธีทางศาสนา)และใช่ครับ หวยก็มาออกที่เจ้าปลาสิงโตเนี่ยแหละครับ ด้วยคำเชิญชวนของบาทหลวงของแต่ละโบสถ์ แจ็คพ็อตก็มาตกลงที่เจ้าปลาสิงโตในที่สุด

แคมเปญนี้ไม่ใช่เล็กๆเลยครับ เพราะเค้าทำกันในระดับชาติ ถึงขนาดประธานาธิบดีก็ออกมาสนับสนุนแคมเปญนี้ ซึ่งเค้าแสดงสถิติออกมาว่า การที่เรากินปลาสิงโตหนึ่งตัวนั้น เราจะสามารถช่วยปลาตัวอื่นๆในท้องทะเลได้มากกว่า 34,000 ตัว สัตว์น้ำจำพวกหอยกว่า 6,000 ตัว และสปีชีส์อื่นๆในท้องทะเลอีกมากกว่า 3,500 สปีชีส์

แม้ว่าแคมเปญนี้จะยังไม่มีการสรุปผลอย่างชัดเจน แต่ก็คงเดาได้ไม่ยากครับว่าแคมเปญนี้เกี่ยวข้องกับประเทศตามแนวชายฝั่ง 30 ประเทศ ผลลัพธ์ออกมาคงไม่เล็กแน่ๆครับ ไว้ถ้ามีการรายงานผลเมื่อไหร่ ผมจะเอามาให้ชมนะครับ

Advertising Agency: Geometry Global, Colombia

Tagged , , , , , , ,

Caritas: Give warmth

give-warmth

เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นในช่วงหน้าหนาว ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ลองจินตนาการว่าในช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมาในบ้านเราที่เราว่ายังไม่หนาวมาก เราก็ยังต้องหาเสื้อหนาๆมาใส่กันอยู่ดี ถ้าบ้านเรายังหนาวขนาดนี้ ที่ยุโรปเราคงไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่าหนาวจนเข้ากระดูกราวกับเป็นเกาต์กันเลยทีเดียว

สำหรับคนทั่วไปคงไม่เท่าไหร่ครับ หาเสื้อหนาๆใส่ รีบเข้าบ้านเปิดฮีทเตอร์สักพักก็คงอุ่น แต่สำหรับ “คนไร้บ้าน” นับพันชีวิตที่กระจายอยู่ตามมุมต่างๆ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆสำหรับพวกเขาเลย เพราะพวกเขาจะต้องหาที่กำบังลม ซึ่งส่วนใหญ่มันจะอยู่ในสถานที่ปิด เช่น ตามใต้สะพาน สถานีรถไฟ ถ้าว่ารันทดแล้วก็คงต้องบอกว่ายังครับ เพราะยังต้องคอยเก็บของย้ายไปที่อื่นเพราะมีตำรวจตามมาไล่อีกด้วย

Caritas องค์กรที่ทำงานด้านความยากจนและการกดขี่ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลกจึงเล็งเห็นว่าปัญหานี้มันไม่ใช่เล่นๆแล้ว เขาจึงได้ทำแคมเปญเล็กๆที่ต้องการจะให้ชาวเวียนนาได้สัมผัสประสบการณ์ของความหนาวเหน็บแบบคนไร้บ้านดูบ้าง โดยการดัดแปลงป้ายโฆษณาตรงป้ายรอรถเมล์ให้กลายเป็นฮีทเตอร์ขนาดย่อม ซึ่งส่วนประกอบหลักมันก็คือหลอดไฟที่ให้ความร้อนสูง โดยมีข้อแลกเปลี่ยนเล็กน้อยว่าจะต้องหยอดเงิน 1 ยูโรเพื่อแลกกับความอบอุ่นประมาณ 2-3 นาที แล้วลองจินตนาการดูสิครับว่าถ้าคนไร้บ้านได้รับความอบอุ่นในช่วงอากาศที่หนาวเหน็บแบบนี้ พวกเขาจะมีความสุขมากขึ้นอีกสักเพียงไหน

สิ่งที่แคมเปญนี้ต้องการจะสื่อคือ “เงินเพียงเล็กน้อยในมือของท่าน สามารถช่วยให้ความอบอุ่นกับคนไร้บ้านได้” ซึ่งจุดประสงค์ก็คือต้องการให้คนบริจาคเงินเข้า Caritas เพื่อไปช่วยกลุ่มคนไร้บ้านเหล่านี้ หลังจากที่ได้สัมผัสประสบการณ์ความหนาวเหน็บมาสักพัก คุณคงจะเข้ามากขึ้นว่าการนอนข้างถนนมันทรมานมาก และคุณก็คงไม่อยากเห็นเพื่อนมนุษย์ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้แน่ๆ

แคมเปญนี้ได้รับความสนใจจากสื่อเยอะมาก ทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่เฉพาะในออสเตรียเท่านั้น มันลามไปทั่วโลกเลยครับ

แม้แคมเปญนี้ดูจะปรับใช้กับเมืองไทยยาก โดยเฉพาะกับเรื่องคนไร้บ้าน เราก็อาจจะเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นกลุ่มชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเขาที่เขาต้องเผชิญภัยหนาวในทุกๆปีก็ได้ครับ และเมสเสจที่ต้องการจะสื่อก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก

Advertising Agency: DDB Tribal, Vienna, Austria

Give warmth2 Give warmth3

Tagged , , , , , , , , , ,

Operation Smile India: :{to:) #Clefttosmile

Cleft to smile

วันนี้มีอะไรให้คิดเล่นๆกันหน่อยครับ ผมอยากให้คุณลองลิสต์ปัญหาที่เกี่ยวกับ “โรคร้าย” ที่มีอยู่บนโลกและอยู่ในสเกลที่ยิ่งใหญ่พอที่คนที่คนทั่วไปน่าจะให้ความสนใจ ………………… สำหรับผมนะครับ โรคเอดส์ มะเร็ง โรคหัวใจ ไทฟอยด์ บิด ไข้เลือดออก โอ้ยย สารพัดสารพันปัญหา ที่ลิสต์ไว้ก็ดูเหมือนจะครอบคลุมเกือบทุกโรคที่เป็นประเด็นปัญหาสุขภาพในระดับโลกแล้วใช่มั้ยครับ พยักหน้าสิครับ โอเคครับ ขอบคุณมากครับ……………………………. แต่น่าเสียดายครับ จั่วมาขนาดนี้แล้วก็คงรู้นะครับว่ามันยังไม่ครบ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อ “โรคปากแหว่งเพดานโหว่” กันมาบ้างนะครับ ครั้งแรกที่ผมได้ดูแคมเปญนี้ผมก็ยังสงสัยเหมือนกันนะว่าโรคนี้มันน่าสนใจขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วโรคนี้มันเป็น “โรค” จริงๆมั้ย มันเป็นมาจากกรรมพันธุ์รึเปล่า หรือเป็นความผิดปกติที่เกิดในระหว่างคลอด คิดว่าหลายๆคนคงน่าจะสงสัยเหมือนผม เรารู้จักชื่อของมัน แต่เราไม่รู้ว่าโรคนี้มันสร้างผลกระทบให้กับคนที่เป็นมากแค่ไหน

มีตัวเลขทางสถิติที่น่าสนใจมาให้ดูกันครับ

บนโลกใบนี้มีเด็กที่เป็นโรคปากแหว่งอยู่ในระดับหลักล้านนะครับ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆแน่ เด็กเหล่านี้ต้องคอยหลบหลังผู้ใหญ่หรือหาอะไรมาบังหน้าเพราะอับอายในรูปลักษณ์ภายนอกของตนตลอดเวลา สำหรับเด็กที่ยังไม่ประสาคงเจ็บปวดมากที่ถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดในสายตาเพื่อนๆ อีกทั้งยังมีสถิติบ่งชี้ว่าหนึ่งในสิบของเด็กที่เป็นโรคนี้ ตายตั้งแต่อายุยังไม่ครบหนึ่งขวบ

แต่ช้าก่อนครับ มันไม่ได้เศร้าขนาดนั้น เพราะโรคนี้สามารถแก้ได้ด้วยการผ่าตัดศัลยกรรมอย่างง่ายที่ใช้เวลาเพียงแค่ 45 นาที ก็จะทำให้เด็กคนนั้นกลับมามีชีวิตที่ปกติได้

แต่ก็อย่างที่รู้กันครับ คนรู้จักโรคนี้จริงๆมีน้อยมาก และมีเด็กหลายคนที่อยู่กับครอบครัวที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถเข้าถึงการผ่าตัดได้ ทำให้โรคนี้ไม่ค่อยมีเม็ดเงินมาถึงมากนัก เมื่อเทียบกับเม็ดเงิน 5 หมื่นล้านเหรียญที่ใช้จ่ายกับเรื่องสาธารณประโยชน์ โรคปากแหว่งเพดานโหว่ได้รับเงินจากเงินก้อนนี้ในสัดส่วนที่น้อยมาก Operation Smile India องค์การที่ทำงานหาเงินมาช่วยผ่าตัดศัลยกรรมโรคปากแหว่งโดยเฉพาะจึงมองว่าจะต้องทำให้โรคนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกให้ได้ เมื่อนั้นก็จะได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชน มูลนิธิ หรือถึงขี้นเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายก็เป็นได้

แต่เดี๋ยวก่อนครับ (พล็อตทวิสต์อีกครั้ง) เราคงน่าจะรู้ว่าองค์กรที่ทำงานด้านนี้มักจะไม่มีเม็ดเงินสำหรับการโปรโมทหรือโฆษณามากนัก เขาจึงเริ่มจากสิ่งเล็กๆที่สุดที่เราสามารถมีส่วนร่วมได้ “โลโก้” ซึ่งวิธีสื่อสารของเขามันง่ายมาก เพียงแค่พิมพ์ :{to:) (จากปากแหว่งสู่รอยยิ้ม) เพียงเท่านี้คุณก็มีส่วนร่วมกับการช่วยให้โรคนี้เป็นที่รู้จักดีขึ้นแล้วครับ

ผมเป็นคนชอบส่งยิ้มนะ และก็เชื่อว่าคุณก็คงเหมือนกัน แต่การส่งยิ้มครั้งนี้จะเป็นอะไรที่มากกว่า แคมเปญนี้มีคนร่วมส่งยิ้มผ่านทวิตเตอร์มากกว่า 2 หมื่นครั้ง แล้วก็ได้เหล่าเซเลปมาเล่นด้วยกว่า 100 ชีวิต ซึ่งอัพเดตจากการรายงานผลแคมเปญล่าสุดสุดคือแคมเปญนี้มีคนเห็นมากกว่า 30 ล้านครั้ง (น่าเสียดายที่ในแพลตฟอร์มอื่นเล่นไม่ได้ เพราะมันจะขึ้นเป็น Emoji)

ในเชิงผลลัพธ์อาจจะฟังดูเข้าถึงคนได้น้อยนะครับ แต่ถ้าเทียบกับการลงทุน(ที่แทบจะไม่ได้ลงทุน) ก็นับว่าคุ้มค่ามหาศาลครับ

Advertising Agency:Ogilvy & Mather, Mumbai, India

 

Tagged , , , , , , , , , , ,