Monthly Archives: June 2014

NATURE´S GARDEN: BROKEN LIVER

Broken liver1

เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า Hepalive โปรดักส์ไลน์ที่ขายอาหารเสริมบำรุงสุขภาพตับโดยเฉพาะ ภายใต้แบรนด์ใหญ่อย่าง Nature’s Garden เค้าได้อ้างงานวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ว่า แท้จริงแล้ว การที่มนุษย์แสดงความรู้สึกต่างๆออกมา มันเป็นผลของสารเคมีชนิดหนึ่งในร่างการของเราที่ชื่อว่า Glucocorticoid ซึ่งเจ้าสารเคมีชนิดนี้มันถูกผลิตมาจาก “ตับ” ครับ

ได้ดูแคมเปญครั้งแรกก็แปลกใจและนั่งขำอยู่คนเดียว ใครจะไปคิดละครับว่าอารมณ์รักโลภโกรธหลงของมนุษย์ที่ว่าซับซ้อนนักหนา แม่งจะถูกบงจากการอวัยวะที่เราคิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวกันได้เลย ใครได้ยินก็คงจะหงายเงิบไปตามๆกัน

ไม่ว่าความเป็นจริงจะเป็นอย่างไร ตับมันควบคุมอารมณ์มนุษย์ทั้งหมดจริงมั้ย หรือทำงานแค่แค่กับบางอารมณ์เท่านั้น เรื่องนี้เราคงไม่ขอตอบนะครับเพราะมันอยู่พ้นวิสัยของเรานัก เอาเป็นว่า สิ่งที่เราเลือกเอามาให้ทุกคนดูก็คือวิธีการสื่อสารที่เค้ากำลังจะบอกว่า “เฮ้ย! ตับก็สำคัญนะมึง” เป็นคุณ คุณจะสื่อสารยังไงครับ?

แคมเปญนี้คิดง่ายมากเลยครับ (ไม่รู้ว่าในขั้นตอนการทำงานมันออกมาง่ายแบบนี้มั้ย) เค้าได้เลือกเอาโมเมนท์ที่คนเราถูกกระตุ้นอารมณ์ได้รุนแรงที่สุดครับ ใช่ครับ “อกหัก”  (Broken Heart) เชื่อว่าใครที่เคยผ่านประสบการณ์รักแบบจบไม่สวยก็คงพยักหน้าไปตามๆกัน แต่ก็อย่างที่บอกครับ “หัวใจ” ไม่ใช่พระเอกของเรื่องนี้ นี่จึงเป็นที่มาของแคมเปญ “Broken Liver” (แปลไทยไม่ได้จริงๆ) ที่เค้าพยายามจะบอกเราว่า ที่มึงรู้สึกเจ็บแบบนี้ก็เพราะ “ตับ” ของมึงนั่นแหละ ที่ใครฟังก็คงงงเต็กไปตามๆกัน

แน่นอนว่าการไปบอกเอาดื้อๆว่าตับนี่แหละที่เป็นตัวกำหนดอารมณ์ มันไม่เวิร์คแน่ๆ แคมเปญนี้จึงได้เลือกเอาบทเพลงมาเป็นตัวสื่อสารแทนครับ โดยเลือกเอาเพลงที่มีคำว่า “Heart” อยู่ทั้งในชื่อและเนื้อร้อง และจับเอาคำว่า “Liver” มาใส่แทนทั้งหมดเลย

แล้วก็ไม่น่าเชื่อนะครับ มันฟังดูเข้ากั๊นเข้ากันยังกับรถติดกับวันศุกร์สิ้นเดือน ฟังแล้วก็เพลินเหลือหลาย แถมแคมเปญนี้ยังรุกเข้าไปในร้านคาราโอเกะ มินิคอนเสิร์ต รวมถึงสื่อทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค ลองเข้าไปดูกันได้ที่ www.brokenliver.com

ในส่วนของผลลัพธ์ก็น่าสนใจทีเดียว เพราะมีลูกค้ากว่า 8 พันคนเข้ามาสมัครพร้อมกับรับตัวอย่างเพลงไปฟังกัน (อาจจะฟังดูน้อย แต่นี่แค่แบรนด์อาหารเสริมบำรุงตับ มันค่อนข้างจะเฉพาะทาง) ยอดขายเพิ่มขึ้น 18% แล้วก็ไต่อันดับจากแบรนด์ที่อยู่ในอันดับ 4 ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ก็ถือว่าไม่เลวครับ

Advertising Agency: MARURI GREY GUAYAQUIL, ECUADOR

Broken liver2

 

Advertisements
Tagged , , , , , , , , ,

HINDUSTAN UNILEVER: Kan Khajura Tesan

Kan Khajura Tesan

สำหรับแคมเปญนี้ เราย้ายมาดูที่อินเดียกันมั่งครับ

เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นที่รัฐพิหารครับ ซึ่งถ้าดูตามขนาดพื้นที่แล้วก็ถือว่าเป็นรัฐหนึ่งที่ใหญ่มากในอินเดียครับ รัฐนี้มีประชากรอยู่ประมาณ 104 ล้านคน แต่ความใหญ่นี้ก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัฐนี้ดีขึ้นซักเท่าไหร่นัก เพราะรัฐนี้ ไม่มีสื่ออะไรให้รื่นเริงบันเทิงใจทั้งสิ้น สื่อดั้งเดิม (ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์) เข้าถึงประชากรในรัฐนี้ได้เพียง 20 % เท่านั้น

พูดถึงความบันเทิงสำหรับรัฐนี้ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีเงินซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกกันนะครับ แต่เป็นเพราะว่าระบบการจ่ายไฟฟ้าจากส่วนกลางมักจะมาไม่ถึงที่นี่ มีผู้หญิงท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่าในแต่ละวันจะมีการตัดไฟวันละประมาณ 6-7 ชั่วโมง ครั้นจะฟังวิทยุ สัญญาณก็ดั๊นไม่ถึงซะอีก แหม่ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรกันนี่

แต่เดี๋ยวก่อนครับ อย่าเพิ่งไปสงสารเค้าครับ เพราะมีสถิติที่บ่งบอกว่าประชากรในรัฐพิหารใช้โทรศัพท์มือถือ (ส่วนใหญ่เป็นแบบ Analog) มากถึง 54 ล้านเครื่อง หรือคิดง่ายๆก็คือครึ่งนึงของทั้งรัฐ (ในขณะที่มีคนดูทีวีเพียง 23 ล้านคน) แล้วพวกเขาก็ใช้งานมันได้คุ้มค่ามาก ตั้งแต่ดูหนังฟังเพลงเล่นเกม

ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไงให้คนในรัฐพิหารได้รับความบันเทิงผ่านมือถือดีล่ะครับ…………………………. จับเวลา!

ผมเชื่อว่าคุณน่าจะเริ่มเห็นเค้าลางแล้วนะครับว่าจะจัดการกับปัญหานี้ยังไงดี

HINDUSTAN UNILEVER (แบรนด์ยูนิลีเวอร์นั่นแหละ) เจ้าของ Supply Chain ระดับโลกผู้ซึ่งถือครองแบรนด์ Wheel (ผงซักฟอก) Lifebuoy (สบู่) Ponds White Beauty (เครื่องสำอางค์) Closeup (ยาสีฟัน) และแบรนด์สินค้าอื่นๆที่เป็นรายใหญ่ที่สุดในอินเดีย มองเห็นโอกาสว่านี่แหละ ถ้าเข้าทางทีวีวิทยุไม่ได้ ก็เข้าทางมือถือนี่แหละวะ!

นี่จึงเป็นที่มาของแคมเปญ Kan Khajura Tesan หรือ Mobile Radio เอาง่ายๆก็คือออกอากาศรายการวิทยุผ่านมือถือนี่แหละครับ ซึ่งวิธีการของเค้าถือว่าใหญ่มากเลยนะครับ เพราะเขาไปดีลกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรวมถึงบริษัททำหนัง รายการเพลง เพื่อนำมาทำคอนเทนท์สำหรับแคมเปญนี้ วิธีการก็ง่ายมากครับ เพียงแค่คุณโทรไปที่ 1800 30000 123 เมื่อโทรติดคุณก็กดปุ่มเลือกรายการ จากนั้นคุณก็วางสาย รอสักพักก็จะมีคนโทรกลับมาพร้อมกับส่งคอนเทนท์ที่คุณเลือกกลับมาให้คุณฟังเป็นเวลา 15 นาที ซึ่งนอกเหนือจากรายการหนังและรายการเพลงแล้ว ก็ยังมีโฆษณากับเรื่องโจ๊กแถมมาด้วย เรียกได้ว่าเหมือนได้ดูรายการทีวียังไงยังงั้นเลย (ถึงตรงนี้ผมก็ยังสงสัยว่าเค้าดูหนังกันยังไงวะ อันนี้ยังไม่เข้าใจจริงๆ)

ทั้งหมดนี้ ฟรี! คุณจะโทรวันละกี่ครั้งก็ได้ ตามใจคุณเลย แลกกับการฟังโฆษณาบ้างเล็กน้อย วิน-วินกันทุกฝ่าย

สำหรับผลลัพธ์สำหรับแคมเปญนี้ในระยะ 6 เดือนของการรันแคมเปญ แคมเปญนี้ก็ครอบคลุมรัฐพิหารไปมากกว่า 60 % มีคนได้ยินโฆษณาของยูนิลีเวอร์มากกว่า 70 ล้านครั้ง ซึ่งถ้าเทียบกับผมตอบแทนในการลงทุนแล้ว การโทรหนึ่งครั้งจะเทียบเท่ากับเงินไม่ถึง 4 เซนต์ด้วยซ้ำ!

นับได้ว่าแคมเปญนี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการบันเทิงที่มาแบบเหนือเมฆจริงๆครับ ใครจะไปคิดมือถืออนาล็อกธรรมดาจะสร้างโอกาสให้ความบันเทิงกับชาวพิหารได้มากขนาดนี้ นึกถึงบ้านเราแล้วก็รู้สึกโชคดีขึ้นมาเยอะเลยนะครับ ที่ไม่ต้องลำบากแบบเขา ถือว่าเอาเคสมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกันนะครับ 🙂

Advertising Agency: LOWE AND PARTNERS WORLDWIDE MUMBAI, INDIA

Media Agency: PHD INDIA MUMBAI, INDIA

Kan Khajura Tesan2 Kan Khajura Tesan3 Kan Khajura Tesan4

 

 

 

Tagged , , , , , , , , , ,

COLOMBIA’S MINISTRY OF ENVIRONMENT AND NATURAL RESOURCES: THE LIONFISH INVASION, TERRIBLY DELICIOUS

Terribly delicious

ท่ามกลางกระแสปกป้องการล่าสัตว์ขององค์กรพิทักษ์สัตว์ทั่วโลก นานๆจะเจอแคมเปญนี้ ที่บอกให้ “ล่า” เพื่อรักษาสภาพแวดล้อม

เรื่องมันเกิดขึ้นในคาบสมุทรแคริบเบียนครับ ไม่รู้ว่าเคยได้ยินชื่อ “ปลาสิงโต” กันบ้างหรือเปล่า ปลาชนิดนี้มันโหดร้ายมากครับ เพราะจากสถิติเค้าบอกว่าปลาชนิดนี้กำลังทำลายระบบนิเวศตามชายฝั่งคาบสมุทรแคริบเบียนที่มีพรมแดนติดต่อประมาณ 30 ประเทศ ทำลายปะการังตามแนวชายฝั่งและโหดหิน อีกทั้งในแต่ละปี ปลาชนิดนี้ (แต่ละตัว) มันสามารถวางไข่ได้มากถึง 2 ล้านฟอง เรียกได้ว่ามันเกิดมาเพื่อทำลายล้างโดยแท้จริงจนถึงขนาดมีคนให้ฉายามันว่าเป็นเอเลี่ยนเลยนะ

แต่ก็อย่างว่าครับ มนุษย์สุดประเสริฐอย่างเรา ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ล่าที่แท้จริงบนโลกใบนี้คงปล่อยให้คาบสมุทรพังพินาศต่อหน้าต่อตาไปไม่ได้ เราคงต้องทำอะไรซักอย่างกับมัน ……………… กินมันซะ!

แคมเปญนี้เริ่มต้นที่โคลัมเบียครับ ปัญหาปลาสิงโตเค้าได้ยกให้เป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆของประเทศ แล้วแถมกระทรวงทรัพยากรก็ถึงกับลงมาเล่นเองเลยครับ

แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นเวรเป็นกรรมอะไรสำหรับเจ้าปลาชนิดนี้ เพราะเวลาเอามาทำอาหารแล้วดันเ_ือกอร่อยอีก จากเดิมที่ปลาชนิดนี้จะมีขายแค่ในเฉพาะระดับเมนูหรูหราหากินยาก ก็ขยับมาสู่ตลาดแมส เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำด้วยการที่ชาวประมงก็หันมาจับปลาสิงโตมากขึ้น จ้างเชฟมารังสรรค์เมนูตามภัตตาคารและโรงแรม รวมไปถึงวางขายเจ้าปลาชนิดนี้ใน Super Market เรียกได้ว่าสร้าง Supply chain ให้กับเจ้าปลาชนิดนี้โดยเฉพาะกันเลยทีเดียว

ยังไม่พอครับ แคมเปญนี้ยังขยับไปในมิติศาสนาด้วยครับ เพราะประชากรส่วนใหญ่ในโคลัมเบียนับถือคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก มากกว่าครึ่งมีประเพณีว่าต้องกินปลาในช่วงเทศกาล Lent and Easter (ประวัติและเทศกาลนี้ อ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจครับ แต่ให้เข้าใจว่าเป็นพิธีทางศาสนา)และใช่ครับ หวยก็มาออกที่เจ้าปลาสิงโตเนี่ยแหละครับ ด้วยคำเชิญชวนของบาทหลวงของแต่ละโบสถ์ แจ็คพ็อตก็มาตกลงที่เจ้าปลาสิงโตในที่สุด

แคมเปญนี้ไม่ใช่เล็กๆเลยครับ เพราะเค้าทำกันในระดับชาติ ถึงขนาดประธานาธิบดีก็ออกมาสนับสนุนแคมเปญนี้ ซึ่งเค้าแสดงสถิติออกมาว่า การที่เรากินปลาสิงโตหนึ่งตัวนั้น เราจะสามารถช่วยปลาตัวอื่นๆในท้องทะเลได้มากกว่า 34,000 ตัว สัตว์น้ำจำพวกหอยกว่า 6,000 ตัว และสปีชีส์อื่นๆในท้องทะเลอีกมากกว่า 3,500 สปีชีส์

แม้ว่าแคมเปญนี้จะยังไม่มีการสรุปผลอย่างชัดเจน แต่ก็คงเดาได้ไม่ยากครับว่าแคมเปญนี้เกี่ยวข้องกับประเทศตามแนวชายฝั่ง 30 ประเทศ ผลลัพธ์ออกมาคงไม่เล็กแน่ๆครับ ไว้ถ้ามีการรายงานผลเมื่อไหร่ ผมจะเอามาให้ชมนะครับ

Advertising Agency: Geometry Global, Colombia

Tagged , , , , , , ,

Caritas: Give warmth

give-warmth

เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นในช่วงหน้าหนาว ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ลองจินตนาการว่าในช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมาในบ้านเราที่เราว่ายังไม่หนาวมาก เราก็ยังต้องหาเสื้อหนาๆมาใส่กันอยู่ดี ถ้าบ้านเรายังหนาวขนาดนี้ ที่ยุโรปเราคงไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่าหนาวจนเข้ากระดูกราวกับเป็นเกาต์กันเลยทีเดียว

สำหรับคนทั่วไปคงไม่เท่าไหร่ครับ หาเสื้อหนาๆใส่ รีบเข้าบ้านเปิดฮีทเตอร์สักพักก็คงอุ่น แต่สำหรับ “คนไร้บ้าน” นับพันชีวิตที่กระจายอยู่ตามมุมต่างๆ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆสำหรับพวกเขาเลย เพราะพวกเขาจะต้องหาที่กำบังลม ซึ่งส่วนใหญ่มันจะอยู่ในสถานที่ปิด เช่น ตามใต้สะพาน สถานีรถไฟ ถ้าว่ารันทดแล้วก็คงต้องบอกว่ายังครับ เพราะยังต้องคอยเก็บของย้ายไปที่อื่นเพราะมีตำรวจตามมาไล่อีกด้วย

Caritas องค์กรที่ทำงานด้านความยากจนและการกดขี่ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลกจึงเล็งเห็นว่าปัญหานี้มันไม่ใช่เล่นๆแล้ว เขาจึงได้ทำแคมเปญเล็กๆที่ต้องการจะให้ชาวเวียนนาได้สัมผัสประสบการณ์ของความหนาวเหน็บแบบคนไร้บ้านดูบ้าง โดยการดัดแปลงป้ายโฆษณาตรงป้ายรอรถเมล์ให้กลายเป็นฮีทเตอร์ขนาดย่อม ซึ่งส่วนประกอบหลักมันก็คือหลอดไฟที่ให้ความร้อนสูง โดยมีข้อแลกเปลี่ยนเล็กน้อยว่าจะต้องหยอดเงิน 1 ยูโรเพื่อแลกกับความอบอุ่นประมาณ 2-3 นาที แล้วลองจินตนาการดูสิครับว่าถ้าคนไร้บ้านได้รับความอบอุ่นในช่วงอากาศที่หนาวเหน็บแบบนี้ พวกเขาจะมีความสุขมากขึ้นอีกสักเพียงไหน

สิ่งที่แคมเปญนี้ต้องการจะสื่อคือ “เงินเพียงเล็กน้อยในมือของท่าน สามารถช่วยให้ความอบอุ่นกับคนไร้บ้านได้” ซึ่งจุดประสงค์ก็คือต้องการให้คนบริจาคเงินเข้า Caritas เพื่อไปช่วยกลุ่มคนไร้บ้านเหล่านี้ หลังจากที่ได้สัมผัสประสบการณ์ความหนาวเหน็บมาสักพัก คุณคงจะเข้ามากขึ้นว่าการนอนข้างถนนมันทรมานมาก และคุณก็คงไม่อยากเห็นเพื่อนมนุษย์ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้แน่ๆ

แคมเปญนี้ได้รับความสนใจจากสื่อเยอะมาก ทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่เฉพาะในออสเตรียเท่านั้น มันลามไปทั่วโลกเลยครับ

แม้แคมเปญนี้ดูจะปรับใช้กับเมืองไทยยาก โดยเฉพาะกับเรื่องคนไร้บ้าน เราก็อาจจะเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นกลุ่มชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเขาที่เขาต้องเผชิญภัยหนาวในทุกๆปีก็ได้ครับ และเมสเสจที่ต้องการจะสื่อก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก

Advertising Agency: DDB Tribal, Vienna, Austria

Give warmth2 Give warmth3

Tagged , , , , , , , , , ,

Operation Smile India: :{to:) #Clefttosmile

Cleft to smile

วันนี้มีอะไรให้คิดเล่นๆกันหน่อยครับ ผมอยากให้คุณลองลิสต์ปัญหาที่เกี่ยวกับ “โรคร้าย” ที่มีอยู่บนโลกและอยู่ในสเกลที่ยิ่งใหญ่พอที่คนที่คนทั่วไปน่าจะให้ความสนใจ ………………… สำหรับผมนะครับ โรคเอดส์ มะเร็ง โรคหัวใจ ไทฟอยด์ บิด ไข้เลือดออก โอ้ยย สารพัดสารพันปัญหา ที่ลิสต์ไว้ก็ดูเหมือนจะครอบคลุมเกือบทุกโรคที่เป็นประเด็นปัญหาสุขภาพในระดับโลกแล้วใช่มั้ยครับ พยักหน้าสิครับ โอเคครับ ขอบคุณมากครับ……………………………. แต่น่าเสียดายครับ จั่วมาขนาดนี้แล้วก็คงรู้นะครับว่ามันยังไม่ครบ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อ “โรคปากแหว่งเพดานโหว่” กันมาบ้างนะครับ ครั้งแรกที่ผมได้ดูแคมเปญนี้ผมก็ยังสงสัยเหมือนกันนะว่าโรคนี้มันน่าสนใจขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วโรคนี้มันเป็น “โรค” จริงๆมั้ย มันเป็นมาจากกรรมพันธุ์รึเปล่า หรือเป็นความผิดปกติที่เกิดในระหว่างคลอด คิดว่าหลายๆคนคงน่าจะสงสัยเหมือนผม เรารู้จักชื่อของมัน แต่เราไม่รู้ว่าโรคนี้มันสร้างผลกระทบให้กับคนที่เป็นมากแค่ไหน

มีตัวเลขทางสถิติที่น่าสนใจมาให้ดูกันครับ

บนโลกใบนี้มีเด็กที่เป็นโรคปากแหว่งอยู่ในระดับหลักล้านนะครับ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆแน่ เด็กเหล่านี้ต้องคอยหลบหลังผู้ใหญ่หรือหาอะไรมาบังหน้าเพราะอับอายในรูปลักษณ์ภายนอกของตนตลอดเวลา สำหรับเด็กที่ยังไม่ประสาคงเจ็บปวดมากที่ถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดในสายตาเพื่อนๆ อีกทั้งยังมีสถิติบ่งชี้ว่าหนึ่งในสิบของเด็กที่เป็นโรคนี้ ตายตั้งแต่อายุยังไม่ครบหนึ่งขวบ

แต่ช้าก่อนครับ มันไม่ได้เศร้าขนาดนั้น เพราะโรคนี้สามารถแก้ได้ด้วยการผ่าตัดศัลยกรรมอย่างง่ายที่ใช้เวลาเพียงแค่ 45 นาที ก็จะทำให้เด็กคนนั้นกลับมามีชีวิตที่ปกติได้

แต่ก็อย่างที่รู้กันครับ คนรู้จักโรคนี้จริงๆมีน้อยมาก และมีเด็กหลายคนที่อยู่กับครอบครัวที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถเข้าถึงการผ่าตัดได้ ทำให้โรคนี้ไม่ค่อยมีเม็ดเงินมาถึงมากนัก เมื่อเทียบกับเม็ดเงิน 5 หมื่นล้านเหรียญที่ใช้จ่ายกับเรื่องสาธารณประโยชน์ โรคปากแหว่งเพดานโหว่ได้รับเงินจากเงินก้อนนี้ในสัดส่วนที่น้อยมาก Operation Smile India องค์การที่ทำงานหาเงินมาช่วยผ่าตัดศัลยกรรมโรคปากแหว่งโดยเฉพาะจึงมองว่าจะต้องทำให้โรคนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกให้ได้ เมื่อนั้นก็จะได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชน มูลนิธิ หรือถึงขี้นเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายก็เป็นได้

แต่เดี๋ยวก่อนครับ (พล็อตทวิสต์อีกครั้ง) เราคงน่าจะรู้ว่าองค์กรที่ทำงานด้านนี้มักจะไม่มีเม็ดเงินสำหรับการโปรโมทหรือโฆษณามากนัก เขาจึงเริ่มจากสิ่งเล็กๆที่สุดที่เราสามารถมีส่วนร่วมได้ “โลโก้” ซึ่งวิธีสื่อสารของเขามันง่ายมาก เพียงแค่พิมพ์ :{to:) (จากปากแหว่งสู่รอยยิ้ม) เพียงเท่านี้คุณก็มีส่วนร่วมกับการช่วยให้โรคนี้เป็นที่รู้จักดีขึ้นแล้วครับ

ผมเป็นคนชอบส่งยิ้มนะ และก็เชื่อว่าคุณก็คงเหมือนกัน แต่การส่งยิ้มครั้งนี้จะเป็นอะไรที่มากกว่า แคมเปญนี้มีคนร่วมส่งยิ้มผ่านทวิตเตอร์มากกว่า 2 หมื่นครั้ง แล้วก็ได้เหล่าเซเลปมาเล่นด้วยกว่า 100 ชีวิต ซึ่งอัพเดตจากการรายงานผลแคมเปญล่าสุดสุดคือแคมเปญนี้มีคนเห็นมากกว่า 30 ล้านครั้ง (น่าเสียดายที่ในแพลตฟอร์มอื่นเล่นไม่ได้ เพราะมันจะขึ้นเป็น Emoji)

ในเชิงผลลัพธ์อาจจะฟังดูเข้าถึงคนได้น้อยนะครับ แต่ถ้าเทียบกับการลงทุน(ที่แทบจะไม่ได้ลงทุน) ก็นับว่าคุ้มค่ามหาศาลครับ

Advertising Agency:Ogilvy & Mather, Mumbai, India

 

Tagged , , , , , , , , , , ,

THE SINGAPORE ASSOCIATION FOR THE DEAF: HEARING AIDE

HEARING AIDE2

เรื่องของเรื่องมันมีสถิติที่น่าตกใจมากว่า ทั้งโลกมีผู้พิการทางการได้ยินจำนวนมากที่ไม่ได้ยินเสียงเตือนภัยในช่วงเวลาคับขันที่สุดถึง 360 ล้านคน โดยเฉพาะเหตุการณ์ไฟไหม้ การเตือนภัยสึนามิ การเตือนภัยการใช้อาวุธสงครามระหว่างชายแดน และอีกหลายๆเหตุการณ์ ซึ่งส่งผลให้ผู้พิการเหล่านี้ต้องจากโลกไปเพียงเพราะไม่สามารถรับรู้เหตุการณ์ผ่านการได้ยินได้

ใช่ครับ! เสียงหวอเตือนภัยพวกนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อคนหูหนวก!!

สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศสิงคโปร์จึงมองเห็นว่านี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้วละ มันควรจะทำอะไรบางอย่าง นี่จึงเป็นที่มาของแอพลิเคชั่น “HEARING AIDE” แอพลิแคชั่นที่จะช่วยให้ชีวิตของคนหูหนวกง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยมีหลักคิดง่ายมาก ในเมื่อพวกเขาไม่ได้ยิน เราก็ใช้โทรศัพท์มือถือนี่แหละแทนหูของพวกเขา (คนหูหนวกที่สิงค์โปร์ใช้สมาร์ทโฟนกันเกือบทุกคน)

หลักการทำงานของแอพนี้คือตรวจจับเสียงจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เช่น หากตรวจจับเสียงไซเรนของรถพยาบาลได้ เจ้าแอพนี้ก็จะสั่นลากยาวไป 20 วินาทีพร้อมกับขึ้นเตือนว่านี่เสียงรถพยาบาลนะ เสียงสัญญาณกันขโมยเอย เสียงเตือนไฟไหม้เอย เจ้าแอพนี้ก็จะสามารถตรวจจับได้เกือบหมด แถมที่เจ๋งยิ่งกว่า เจ้าแอพนี้ยังให้เราอัดเสียงเตือนแบบเป็นเฉพาะรายบุคคลได้ด้วย เช่น เสียงหมาเห่า เสียงเด็กร้อง เสียงกาน้ำร้อนเดือด เสียงไมโครเวฟ โอ้ย สารพัด อันนี้ก็แล้วแต่จะประยุกต์ใช้กันเลย

ในส่วนผลลัพธ์ก็่น่าสนใจไม่แพ้กันครับ เพระาแอพนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากชุมชนคนหูหนวก และสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับอีกนับล้านชีวิตทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าย่อมได้รับความสนใจจากทั้งสื่อเก่าสื่อใหม่อย่างล้นหลาม ได้พื้นที่สื่อคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 เหรียญดอลล่าร์สิงคโปร์ และที่สำคัญที่สุด แอพพลิเคชั่นนี้ทำให้กลุ่มคนหูหนวกมีชีวิตที่ง่ายและปลอดภัยขึ้น 🙂

Advertising Agency: GREY GROUP SINGAPORE, SINGAPORE

HEARING AIDE1 HEARING AIDE3

Tagged , , , , , , , , , , ,

GERMAN RED CROSS: GIVE BLOOD. GIVE POWER.

Give Blood Give Power1

แคมเปญนี้เกิดขึ้นที่เยอรมันครับ ในแต่ละวันของที่นั่นเค้ามีปัญหาคล้ายกันกับบ้านเรานั่นก็คือเลือดไม่พอ ซึ่งต้องการขอรับบริจาคเพิ่มอีกมหาศาล เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้ กาชาดเยอรมันจึงคิดว่าควรจะต้องทำอะไรสักอย่าง โดยที่คิดไปไกลกว่าแค่การรับบริจาคเลือกแบบปกติทั่วไป

แคมเปญนี้เค้าโฟกัสที่เด็กตัวน้อยๆครับ เพราะเค้ามองเห็นว่าจริงๆแล้วเด็กไม่ได้ต้องการแค่ “เลือด” แต่พวกเขาต้องการ “พลัง” สำหรับการต่อสู้กับโรคร้ายที่เขาเป็นอยู่ ลองคิดเล่นๆกันนะครับ ถ้าเป็นคุณ คุณจะหา “พลัง” จากที่ไหน?……………………………….หมดเวลาครับ

แคมเปญนี้ได้เชิญนักฟุตบอลชื่อดังให้มาบริจาคเลือดครับ พอจะเห็นภาพแล้วใช่ไหมครับ นักฟุตบอลเหล่านี้ ในสายตาของเด็กๆก็เปรียบเสมือนฮีโร่ที่มีตัวตนจริงๆอยู่บนโลก แคมเปญนี้เค้ามุ่งหวังอยู่สองอย่างครับ 1. อยากสร้างตัวอย่างให้กับนักฟุตบอลโดยเฉพาะมือสมัครเล่น ให้ก้าวข้ามความกลัว(เข็ม) และหันมาบริจาคเลือดเช่นกัน และ 2. เด็กน้อยที่รักษาตัวอยู่ จะได้มีกำลังใจสู้กับโรคร้าย เพราะเค้ารู้ว่าเลือดของฮีโร่ ตอนนี้กำลังไหลไปตามทุกอณูในร่างกายของเขาเรียบร้อยแล้ว

และผลลัพธ์ก็เป็นไปได้สวยครับ เพราะเด็กเยอรมันแทบทุกคนมักจะเป็นแฟนบอลตัวยงและมีฮีโร่อยู่ในใจอยู่แล้ว ถุงเลือดที่ได้รับบริจาคมาก็จะมีรูปภาพนักบอลคนนั้นแปะอยู่ให้เด็กเห็นกันจะจะเลยว่าได้มาจากใคร ลองจินตนาการดูสิครับว่าถ้าคุณเป็นเด็กตัวน้อยคนนั้น แล้ววันหนึ่งคุณได้รับเลือดจากคนที่คุณมองว่าเขาเป็นฮีโร่ เด็กคนนั้นจะมีกำลังใจฮึดสู้มากแค่ไหน

ในเชิงตัวเลข แคมเปญนี้ได้เป็นที่พูดถึงทั้งสื่อกระแสหลักอย่างทีวีและสื่อสิ่งพิมพ์ ลามไปถึงเว็บไซท์ข่าว บล็อก และวิดีโอแพลตฟอร์มอื่นๆอีกเกือบ 500 เว็บไซท์ มีคนได้รับชมแคมเปญนี้มากถึง 18 ล้านคน และได้พื้นที่สื่อฟรีคิดเป็นมูลค่าถึง 1.5 ล้านยูโร และในช่วง 3 สัปดาห์แรกของการเริ่มแคมเปญก็มีนักฟุตบอลหน้าใหม่เข้ามาสมัครเป็นผู้บริจาคเลือกมากถึง 9,000 คน!! และแน่นอน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเด็กน้อยอีกนับพันนับหมื่นชีวิตจะได้มีกำลังสู้กับโรคร้ายต่อไป ด้วยเลือดของฮีโร่ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวของพวกเขา

นึกถึงเมืองไทยแล้วก็น่าทำมั่งนะครับ ว่าแต่…..ฮีโร่ของเด็กไทยสมัยนี้เค้าเป็นใครกันนะ?

Advertising Agency: JUNG von MATT Hamburg, GERMANY

Give Blood Give Power2 Give Blood Give Power3

Tagged , , , , , , , , , ,

BIVV / IBSR: WENT TOO FAST. GONE TOO SOON.

Went too fast Gone too soon

ถ้าวันหนึ่ง คุณต้องไปร่วมงานศพตัวเองคุณจะทำยังไง แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

แต่อยากให้คุณลองคิดดูก่อนว่า….จะมีใครไปร่วมงานของคุณบ้าง คนเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไร คนเหล่านั้นจะทานอาหารอะไรที่งานศพของคุณฯลฯ แค่คิดก็สะเทือนอารมณ์แล้วใช่ไหม คุณคงไม่อยากทำให้คนที่คุณรักต้องมาเสียน้ำตาต่อการจากไปของคุณใช่ไหม แล้วยิ่งไปกว่านั้นถ้าต้องมาเสียใจกับความประมาทของคุณเองแล้วละก็…มันก็คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมาก

ทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าหลายๆประเทศมีอัตราการเสียชีวิตจากการขับรถโดยประมาทเพิ่มสูงขึ้น แต่ละประเทศก็มีวิธีรณรงค์ต่างๆกันไป เช่น การติดป้ายจำกัดความเร็ว การทำโฆษณาบนบิลบอร์ดตามท้องถนน ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยสร้างจิตสำนึกในผู้ขับขี่สักเท่าไหร่นัก กลุ่ม BIVV / IBSR (BELGIAN INSTITUTE FOR ROAD SAFETY) ที่ประเทศเบลเยียมจึงได้สร้างสรรค์แคมเปญดีๆที่สะเทือนอารมณ์ และสะท้อนปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นบ่อย นั่นก็คือ ปัญหาการขับรถเร็วเกินอัตราความเร็วที่กำหนด โดยเฉพาะในหมู่คนอายุ 25 ถึง 40ปี ซึ่งนำมาสู่โศกนาฏกรรมนับครั้งไม่ถ้วน โดยแคมเปญนี้จะสร้างสถานการณ์จัดงานศพหลอกๆให้กับคนที่ถูกสุ่มขึ้นมาเป็นผู้เสียชีวิต และเชิญให้คนนั้นมาร่วมงานศพตัวเอง โดยงานศพจำลองนั้นเต็มไปด้วยญาติพี่น้องที่ใส่ชุดดำ และมีคนที่ตนรักขึ้นมากล่าวคำไว้อาลัยโดยทำเหมือนกับว่าผู้ที่ถูกสุ่มนั้นได้ตายไปจากโลกนี้แล้วจริงๆ ผู้เสียชีวิต(ที่ถูกสมมุติขึ้น)ก็น้ำตาไหลพรากๆๆ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ถูกบันทึกและเผยแพร่ตามสื่ออนไลน์ (youtube,บล็อก)เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะคือพวกเด็กรุ่นใหม่

แคมเปญที่สะเทือนอารมณ์นี้เล่นกับความรู้สึกของคนขับรถโดยใช้คนสนิท หรือคนรักของแต่ละคนซึ่งเชื่อว่าจะสร้างผลกระทบและจิตสำนึกให้แก่ผู้ขับขี่มากกว่าการใช้องค์กรเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ทั้งหลายมารณรงค์ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงการกระทำของตนก่อนที่จะสายเกินไป เพราะไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่จะเสียใจแต่คนที่เขารักด้วย

พอวีดีโอนี้ออกเผยแพร่ปรากฎว่าผลตอบรับดีมาก โดยในประเทศเบลเยียมเองวิดีโอนี้สามารถครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้ถึง 81% นอกจากนี้ยังดังข้ามน้ำข้ามประเทศไปถึง 227 ประเทศกันเลยทีเดียวล่าสุดมีคนนำวิดีโอนี้ไปแปลเป็นภาษาต่างๆอีกหลายภาษาเลยนะ

แนะนำให้ดูวิดีโอด้วยนะ จะได้เข้าใจถึงความรู้สึกจริงๆ แล้วลองมองย้อนกลับมาว่า ทุกวันนี้คุณขับขี่รถยนต์โดยประมาทหรือเปล่า เพราะคนที่คุณรัก หรือคนที่คนอื่นเค้ารักก็อาจต้องมาเสียใจกับความประมาทของคุณนะ

Advertising Agency: 20SOMETHING BRUSSELS, BELGIUM

Thai written: Khiimiim Nilmanat

Went too fast Gone too soon2 Went too fast Gone too soon3

Tagged , , , , , , , ,

ARRELS FUNDACIÓN: HOMELESSFONTS

HOMELESSFONTS5

ขนลุกใช้ได้เลยแคมเปญนี้

สำหรับแคมเปญนี้ เค้าตั้งใจจะแก้ปัญหาที่เรียกได้ว่าติดอันดับยอดฮิตที่สุดปัญหาหนึ่ง ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งก็คือ “ปัญหาคนไร้บ้าน” ครับ

โดยปกติแล้ว การระดมเงินเพื่อช่วยเหลือคนไร้บ้านมักจะออกมาในลักษณะ “เยียวยา” “รักษา” และ “ดูแลไม่ให้แย่ไปกว่านี้” ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้ครับว่าปัญหานี้มันแก้ยากมาก เพราะมีปัจจัยซับซ้อนมากมายเกินกว่าใครหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งจะแก้ไขได้โดยลำพัง แต่ผมค่อนข้างแปลกใจที่แคมเปญนี้มองไปไกลกว่านั้น เพราะเค้าอยากจะหาวิธีสร้างรายได้ในระยะยาวให้กับมูลนิธิ โดยไม่ต้องรอแต่เงินบริจาคหรือรอรับเงินสนับสนุนจากรัฐแต่เพียงอย่างเดียว แคมเปญที่ว่าก็คือ “HOMELESSFONTS”

แคมเปญนี้มองเห็นปัญหาว่า ระหว่างที่คนเราเดินผ่านคนไร้บ้านจะมีโมเมนท์หนึ่งที่เราจะจำได้ชัดเลยว่านี่แหละคือคนไร้บ้าน ที่มาเหมือนแพ็คเกจยังไงยังงั้น ชายหนุ่มวัยกลางคน ดูซกมก ไม่โกนหนวดเครา เสื้อผ้ามอซอ สายตาอันแสนสิ้นหวัง และที่สำคัญที่สุด “กระดาษลังหนึ่งแผ่นที่มาพร้อมกับลายมือยึกยือ” ที่เขียนข้อความขอรับเงินบริจาค

ถ้าเป็นเราก็คงเดินผ่านแบบไม่ใยดี แต่แคมเปญนี้ไม่ครับ เขากลับมองว่ามีบางอย่างที่น่าสนใจ บางอย่างที่สะท้อนเอกลักษณ์และความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุด  “ลายมือ”  ไงครับ บางคนมีลายเส้นของความมีพลัง บางคนลายเส้นอ่อนนุ่มดูสบายตา เรียกได้ว่าลายมือนี่แหละที่สะท้อนบุคลิกของคนผู้นั้นได้อย่างน่าสนใจ

เมื่อทีมงานเห็นความน่าสนใจดังนี้ จึงได้เชิญคนไร้บ้านมาวาดลายมือลงบนกระดาษ บางคนทำทีมงานอึ้งไปตามๆกันเพราะความสามารถแบบนี้นี่มันชั้นครูชัดๆ (ดูวิดีโอครั้งแรกรู้สึกขนลุกมาก ในความคิดของผม ลายมือคนนี้ดูมีสหน่ห์มากจริงๆ) เมื่อเขียนตัวอักษาเสร็จเรียบร้อย ทีมงานก็จะแสกนเข้าคอมพิวเตอร์ ปรับแต่งเล็กน้อยแล้วส่งขึ้นไปขายบนออนไลน์ โดยมีพวกแบรนด์ใหญ่ๆเป็นคนประเดิมซื้อฟอนท์ไปใช้ในองค์กร และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้ามาซื้อฟอนท์ได้ผ่านเว็บไซท์ HomelessFonts.org

และผลลัพธ์ก็น่าสนใจมากครับ เพราะมีคนเข้ามาในเว็บไซท์ถึง 200,000 กว่าคน มีคนดาวน์โหลดฟอนท์ไปมากกว่า 30,000 ครั้ง ส่วนมูลนิธิก็ได้รับเงินบริจาคผ่านฟอนท์นี้ถึง 37% เพื่อนำไปใช้ในสาธารณประโยชน์ของคนไร้บ้าน

อย่าลืมดูวิดีโอด้วยนะ 😀

Advertising Agency: THE CYRANOS MCCANN WORLDGROUP EUROPE BARCELONA, SPAIN

HOMELESSFONTS1 HOMELESSFONTS2 HOMELESSFONTS3 HOMELESSFONTS4 HOMELESSFONTS6

 

Tagged , , , , , , , , , , ,

CRIMESTOPPERS: PUTPOCKETS

Putpockets1

เราคงไม่มีทางรู้ว่าเราจะถูกฉกจนเราถูกฉกไปแล้ว

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับงูแต่อย่างใด แต่เกี่ยวกับคนที่มีอาชีพคล้ายๆงู นั่นก็คือ “นักล้วง/ฉกกระเป๋า” หรือ “pickpockets”

ด้วยความที่ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่นิยมพกพา smartphone หรือ tablet ใส่กระเป๋าติดตัวไปตามที่ต่างๆด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆก็คือ ปัญหาการล้วงกระเป๋า ซึ่งนอกจากในบ้านเราที่จะชอบเจอปัญหา หรือนักล้วงกระเป๋า ล้วงมือถือ ล้วงไอแพด หรือล้วงอะไรก็แล้วแต่ตามท้องถนน หรือตามที่เบียดเสียดในตลาดนัด ฯลฯ ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอังกฤษก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน ทุกๆวันชาวอังกฤษกว่า 1,700 คนถูกนักล้วงเหล่านี้ฉกฉวยสิ่งของมีค่าของตนไปโดยไม่รู้ตัวด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การแอบไปรูดซิบเป้สะพายหลังแล้วค่อยๆหยิบ ออกมาเบาๆ หรือการเบียดเข้ากับผู้คนในรถไฟฟ้าแล้วไปล้วงออกมา หรือตีเนียนนั่นเอง

วิธีแก้ปัญหาของผู้ดีอังกฤษในตอนแรกก็พื้นๆเหมือนบ้านเราคือ แปะโปสเตอร์ตามเสาเตือนผู้คนให้ระวังตามแหล่งที่นักล้วงชุกชุม แต่คุณรู้ไหมว่าการใช้โปสเตอร์เหล่านั้นยิ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้นักล้วงทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะทุกครั้งที่ผู้คนที่ผ่านไปมาเหลือบตาไปเห็นโปสเตอร์ พวกเขาก็จะรีบควานหาของเพื่อเช็คว่าของๆพวกเขายังอยู่นะ เช่น เขาอาจจะล้วงกระเป๋าหลัง ล้วงกระเป๋าสะพายเพื่อเช็คว่ากระเป๋าสตางค์ของเขายังอยู่ดีไหม นั่นแหละ ตอนคุณล้วงนั่นแหละจะเป็นเหมือนการส่งสัญญาณให้นักล้วงที่อยู่ใกล้ๆคุณเห็นว่าคุณเก็บสิ่งของอันมีค่าของคุณไว้ที่ไหน แล้วเขาก็จะรีบเข้ามาตีเนียนฉกไปจากคุณทันที สรุปว่าวิธีนี้ก็ไม่ได้ผลอะไร

กลุ่มหยุดยั้งอาชญากรรม หรือ Crimestoppersซึ่งเป็นกลุ่มป้องกันอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษจึงคิดวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆเพื่อให้ผู้คนและตำรวจท้องที่ตระหนักถึงปัญหานี้มากขึ้น โดยพวกเขาได้คิดค้นแคมเปญที่ชื่อว่า Putpocketsโดยการดีไซน์ใบปลิวที่มีลักษณะเหมือนกับสมาร์ทโฟน ไอแพด และกระเป๋าสตางค์แล้วให้อดีตนักล้วงกระเป๋า หรือนักมายากลแอบเอาใบปลิวเหล่านั้นไปหย่อนลงในกระเป๋าของผู้คนตามท้องถนน แทนการยืนแจกแบบตามปกติ ซึ่งแคมเปญนี้อาศัยแนวคิดที่ว่า “ถ้ามีคนสามารถหย่อนไอโฟนลงในกระเป๋าคุณได้ เขาก็สามารถเอามันออกมาได้เช่นกัน”การแจกใบปลิวที่ไม่ธรรมดานี้ถูกบันทึกและเผยแพร่สู่สาธารณชน และนั่นทำให้ผู้คนที่ถูกหย่อนใบปลิวในกระเป๋าโดยไม่รู้ตัวให้ความสนใจเข้าไปเยี่ยมชมเว็ปไซต์ของกลุ่ม Crimestoppers เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 93โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาใดๆเลย เพียงแค่ไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ สื่อมวลชนในอังกฤษอย่าง Sky News ก็หันมาให้ความสนใจ หรือแม้กระทั่งต่างชาติก็สนับสนุนและให้ความสนใจในแคมเปญนี้ ที่สำคัญตำรวจจากหลายๆพื้นที่ก็สนใจที่จะนำแคมเปญนี้มาใช้ในพื้นที่ของตน

การแจกใบปลิวด้วยวิธีแปลกใหม่นี้อาจเป็นตัวกระตุ้นจิตสำนึกให้ผู้คนรู้สึก”ตื่นตัว” หรือมี”สติ”ตลอดเวลาเพื่อที่จะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของนักฉกเหล่านี้อีกต่อไป

Thai written: Khiimiim Nilmanat

Advertising Agency: OGILVYONE LONDON, UNITED KINGDOM

Putpockets2

Tagged , , , , , , , , , , , ,